ระหว่างที่ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เข้าสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลได้เดินหน้าการกู้เงินและแผนการใช้เงินกู้
คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส วงเงิน 176,000 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรเป็น 2 ส่วน ได้แก่
1.การดูแลกลุ่มเปราะบางมุ่งเป้าช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 52,000 ล้านบาท ครอบคลุม 13.2 ล้านคน โดยเพิ่มเงินจากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน (เพิ่มให้อีก 700 บาท) รวม 4 เดือน
รวมทั้ง ครม.สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการคลังปรับปรุงฐานข้อมูล เพื่อให้ผู้ตกหล่นลงทะเบียนใหม่ได้
2.โครงการร่วมจ่าย 60/40 120,000 ล้านบาท ครอบคลุม 30 ล้านคน โดยประชาชนจ่าย 40% และรััฐสมทบ 60% วงเงิน 1,000 บาท/เดือน (รวม 4 เดือน)
ทั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนที่ยังมีกำลังซื้อ แต่ได้รับผลกระทบค่าครองชีพเช่นกัน โดยรัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันผ่านการร่วมจ่าย
นอกจากนี้ เป็นการต่อลมหายใจร้านค้ารายย่อยถือเป็นหัวใจสำคัญให้คนมีกำลังซื้อมาช่วยเติมสภาพคล่องและต่อสายป่านให้ธุรกิจขนาดเล็ก โดยนำ AI มายกระดับร้านค้าเล็กให้คุ้นเคยระบบดิจิทัล เพื่อใช้บริหารต้นทุน และเป็นบันไดให้ร้านค้าเข้าถึงสินเชื่อในระบบ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จะเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนและธุรกิจรายย่อย เพื่อไม่ให้กำลังซื้อประชาชนหดตัวมากเกินไป ซึ่งจะตัดวงจรไม่ให้ธุรกิจปิดกิจการและเลิกจ้างงาน เพื่อให้คนไทยทุกคนผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน
ไทยกำลังเผชิญวิกฤติของแพง
นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤติระลอก 3 หลังวิกฤติพลังงาน คือ วิกฤติของแพงที่มีสาเหตุสำคัญจากเงินเฟ้อเดือน เม.ย.2569 สูงถึง 2.9% มีโอกาสสูงมากที่จะเพิ่มขึ้นและอาจสูงแตะระดับ 5%
นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติระดับโลกที่ทุกฝ่ายกังวลผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ (Bond Yield) ที่สูงขึ้นมาก โดยเป็นการยืนยันจากมุมมองนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ถึงตลาดการเงินโลกคาดเงินเฟ้อจะสูงขึ้นรุนแรง
ทั้งนี้ หากหยุดวิกฤติของแพงไม่ได้จะนำไปสู่ภาวะวิกฤติกำลังซื้อ เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะทำให้มูลค่าเงินในกระเป๋าประชาชนลดลง และกระทบหนักต่อผู้คนมีรายได้น้อย รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำไรสะสมมารับแรงกระแทก
“หากปล่อยเช่นนี้จะทำให้ธุรกิจปิดตัว ประชาชนตกงาน และเศรษฐกิจซึมยาว โดยอัตราการว่างงานปัจจุบันระดับ 1% อาจพุ่งถึงเกือบ 2% เป็นจุดที่รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิด”นายเอกนิติ กล่าว
รวมทั้งวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นระดับโลกที่กระทบวงกว้างและไม่ทราบทิศทาง โดยคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ออกแบบให้โครงการยืดหยุ่น โดยจะทบทวนและปรับเงื่อนไขได้
คลังหวังดูแลประชาชน 43 ล้านคน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสดูแลประชาชนมากกว่า 43 ล้านคน โดยกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคนแรก ได้รับเงินเพิ่มเป็น 1,000 บาท ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย.2569 เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค
สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปในโครงการ 60/40 รัฐบาลตั้งเป้าหมาย 30 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากโครงการเดิมที่เคยมีผู้ลงทะเบียน 28 ล้านคนเพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทัน โดยผู้เข้าร่วมต้องตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ตามเกณฑ์ตลาดแรงงาน
รวมทั้งปรับเปลี่ยนเงื่อนไขร้านค้าไม่รวมร้านภาคบริการ เช่น ร้านทำผม ร้านนวด หรือสปา เพื่อให้เงินถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าที่จำเป็น และวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน ต้องใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน
ทั้งนี้ ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค.2569 เวลา 06.00-22.00 น. ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยร่วมโครงการให้ยืนยันตัวตน และร้านค้าใหม่ลงทะเบียนได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 25-30 พ.ค.2569
“กรุงไทย” ยันความพร้อมแอปเป๋าตัง
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เตรียมความพร้อมระบบปฏิบัติการให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ครอบคลุมทั้ง 30 ล้านสิทธิ์
สำหรับประชาชนที่เคยร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส กดยืนยันสิทธิ์และทราบผลทันที ส่วนรายใหม่ต้องลงทะเบียนก่อนจะใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครอง 3 วัน
ส่วนของร้านค้าเข้าไปที่แอปพลิเคชันถุงเงินเพื่อกดยืนยันรับเงื่อนไข และจะพร้อมรับชำระเงินตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 ขณะที่ร้านค้าใหม่สมัครเข้าร่วมที่สาขาธนาคาร เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันถุงเงิน
สำหรับฟู้ดเดลิเวอรี่ผู้ประกอบการกดสมัครผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้วันที่ 10 มิ.ย.2569 และประชาชนเริ่มเลือกใช้บริการทั้ง 4 ราย ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.2569
“ฟีเจอร์นกกระซิบ”ช่วยผู้ค้า
นายผยง กล่าวว่า ธนาคารจัดทำฟีเจอร์ใหม่ “นกกระซิบ” เป็นระบบ AI ช่วยผู้ประกอบการรายย่อย 3 ด้าน คือ
1.) การตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส
2.) การวิเคราะห์ยอดขายรายวันเพื่อช่วยร้านค้าทราบช่วงเวลาขายดีที่สุดและยอดขายเฉลี่ยต่อรายการ ซึ่งจะช่วยบริหารสต็อกของสดและการจัดสรรพนักงานให้เหมาะสม
3.) การเชื่อมโยงข้อมูลราคาวัตถุดิบรายวันจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เช่น ราคาหมูหรือไก่ เพื่อให้ร้านค้าบริหารจัดการต้นทุนและตั้งราคาขายให้มีกำไรเหมาะสม
ครม.ปรับแผนหนี้“กู้เพิ่ม2.2แสนล้าน”
นายเอกนิติ กล่าวว่า ครม.เห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อรองรับความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงาน โดยเพิ่มวงเงินกู้ใหม่สุทธิ 2.2 แสนล้านบาท ส่งผลให้ประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 68.03% โดยยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%
จากการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะในครั้งนี้ สาระสำคัญอยู่ที่การปรับเพิ่มแผนการก่อหนี้ใหม่สุทธิ 221,200 ล้านบาท ส่งผลให้วงเงินการก่อหนี้ใหม่ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.21 ล้านล้านบาท เป็น 1.44 ล้านล้านบาทโดยมีสาเหตุหลักมาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1.) การกู้เงินของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤติตะวันออกกลาง โดยจะรองรับการกู้เงินในวงเงิน 200,000 ล้านบาทก่อน ตามวงเงินที่จะใช้ในปีงบประมาณ 2569
2.) การเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมัน โดยการกู้เงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ โดยหนี้ในส่วนนี้กระทรวงการคลังค้ำประกัน
3.) การลงทุนรัฐวิสาหกิจ โดยรวมการปรับเพิ่มวงเงินกู้ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) อีก 1,200 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการขยายเขตและปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้า โดยหนี้ในส่วนนี้กระทรวงการคลังค้ำประกัน
นอกจากนี้ แผนการบริหารหนี้เดิม (ปรับโครงสร้างหนี้) ได้มีการปรับลดวงเงินสุทธิลง 23,960 ล้านบาท ขณะที่แผนการชำระหนี้มีการปรับเพิ่มขึ้นสุทธิ 27,668 ล้านบาท รวมเป็นวงเงิน 560,793.28 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มตามแผนการชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
สำหรับการปรับปรุงแผนในครั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่ายังคงอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งประมาณการว่าจะอยู่ที่ 68.03% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 ซึ่งยังไม่เกินกรอบวินัยการเงินการคลังที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนดไว้ไม่เกิน 70%

