สำหรับโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนใช้สิทธิ 60/40 โดยรัฐบาลจะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ 60% ส่วนประชาชนร่วมจ่าย 40% โดยให้เงินอุดหนุนสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน นาน 4 เดือน แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องใช้ให้หมดแบบรายเดือน ไม่มีการทบยอดไปเดือนถัดไป
เพื่อให้ผู้ได้รับสิทธิสามารถวางแผนการเงินและดึงเงินอุดหนุนจากรัฐมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด "กรุงเทพธุรกิจ" จึงนำสมการ 60/40 มาถอดรหัสให้เข้าใจง่ายๆ ว่าจะต้องเติมเงินเข้าแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ขั้นต่ำกี่บาท และยอดใช้จ่ายแบบไหนถึงจะได้รับประโยชน์สูงสุด
ต้องเติมเงินเข้าแอปฯ "เป๋าตัง" ขั้นต่ำเดือนละกี่บาท?
เมื่อเป้าหมายคือการใช้เงินอุดหนุนจากรัฐให้ครบ 1,000 บาทภายใน 1 เดือน สามารถคำนวณเงินขั้นต่ำที่ต้องเตรียมไว้ในแอปฯ เป๋าตัง โดยอิงจากสัดส่วน รัฐออก 60 จ่ายเอง 40
ถ้ารัฐจ่าย 60 บาท ผู้ใช้สิทธิต้องจ่าย 40 บาท
ถ้ารัฐจ่าย 1,000 บาท ผู้ใช้สิทธิต้องจ่าย = (40 ÷ 60) × 1,000 = 666.67 บาท
นั่นหมายความว่า ผู้ใช้งานต้องเติมเงินเข้าแอปฯ เป๋าตัง ขั้นต่ำเดือนละ 666.67 บาท หรือปัดเศษเป็น 667 บาท จึงจะสามารถดึงเงินสมทบจากรัฐมาใช้ได้ครบ 1,000 บาท
ซื้อสินค้ากี่บาท ถึงจะใช้เงินรัฐเต็ม 200 บาทต่อวัน?
กติกาของโครงการกำหนดไว้ว่า รัฐจะช่วยจ่าย 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน ดังนั้น หากต้องการใช้สิทธิให้คุ้มค่าที่สุดใน 1 วัน สามารถคำนวณได้ ดังนี้
เงินอุดหนุนจากรัฐ (60%) = 200 บาท
มูลค่าสินค้าเต็มจำนวน (100%) = (200 ÷ 60) × 100 = 333.33 บาท
เงินที่ต้องจ่ายเองผ่านเป๋าตัง (40%) = 333.33 - 200 = 133.33 บาท
สรุปง่ายๆ คือ หากในหนึ่งวันซื้อสินค้ารวม 333.33 บาท รัฐจะช่วยจ่ายให้เต็มโควตา 200 บาท โดยระบบจะตัดเงินจาก G-Wallet ของผู้ใช้ 133.33 บาท
อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายจริงในชีวิตประจำวัน การซื้อของให้ได้ยอด 333.33 บาทเป๊ะๆ ทุกครั้งอาจเป็นเรื่องยาก ดังนั้นหากต้องซื้อสินค้าหรือรับประทานอาหารเกินยอดดังกล่าว ให้คิดว่าได้คูปองส่วนลดจากรัฐ 200 บาท
ยกตัวอย่างกรณีมียอดใช้จ่าย 500 บาท รัฐจะช่วยจ่ายตามเพดานสูงสุด 200 บาท โดยระบบจะหักเงินจากเป๋าตัง 300 บาท
ดังนั้นเมื่อมียอดใช้จ่ายเกิน 333.33 บาท รัฐจะกำหนดเพดานเงินช่วยเหลือไว้ที่ 200 บาทต่อวัน ส่วนยอดที่เหลือทั้งหมดจะต้องถูกหักออกจาก G-Wallet ซึ่งจะทำให้ยอดเงินที่ต้องเติมในเดือนนั้นมากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 666.67 บาท
ดังนั้น การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยให้ทุกคนบริหารเงินในกระเป๋าได้คล่องตัวและใช้สิทธิได้อย่างสบายใจมากขึ้น รวมทั้งไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายจนเต็มวงเงินทุกวัน แต่ควรวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และนำเงินอุดหนุนจากภาครัฐมาช่วยบรรเทาค่าครองชีพรายวันที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น

