การรถไฟฯ เปิด 5 เงื่อนไขเลิกสัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ย้ำต้องดำเนินการภายใต้กรอบสัญญาร่วมลงทุนกำหนด รวมทั้งเอกชนต้องชดเชยค่าเวนคืนที่ดิน ตามที่ภาครัฐได้เริ่มดำเนินการก่อนแล้ว ยันผลหารือร่วมระหว่างรัฐ และเอกชน “เอเชีย เอรา วัน” ยังยืนยันเดินหน้าพัฒนาโครงการ โยนเป็นอำนาจ กพอ.ตัดสินเหตุสุดวิสัยเลิกสัญญา
KEY POINTS
- กพอ. เตรียมประชุมวันนี้ (20 พ.ค.69) หาข้อสรุปปัญหาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยมีอำนาจชี้ขาดว่าจะแก้ไขสัญญาหรือให้ยกเลิกสัญญาจากเหตุสุดวิสัยได้หรือไม่
- กระทรวงคมนาคมยืนยันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญา และเปิดทางให้เอกชนคู่สัญญา (กลุ่มซีพี) เสนอขอยกเลิกสัญญาได้ หากประเมินว่าไม่สามารถดำเนินโครงการต่อได้
- ด้านการรถไฟฯ เปิด 5 เงื่อนไขเลิกสัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ย้ำต้องดำเนินการภายใต้กรอบสัญญาร่วมลงทุนกำหนด รวมทั้งเอกชนต้องชดเชยค่าเวนคืนที่ดิน ตามที่ภาครัฐได้เริ่มดำเนินการก่อนแล้ว
คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีกำหนดการประชุมในวันที่ 20 พ.ค.2569 นัดแรกของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม
การประชุมครั้งนี้จะมีการติดตามความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ที่อยู่ขั้นตอนอัยการสูงสุดพิจารณาร่างแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน
รวมทั้งการกำกับสัญญาร่วมลงทุนได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 ร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สกพอ.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) หลังกระทรวงคมนาคม มีแนวทางไม่แก้ไขสัญญาร่วมลงทุน
ขณะที่ประเด็นหลักที่กระทรวงคมนาคม ไม่เห็นด้วยเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการรูปแบบจ่ายเงินสนับสนุนจากรัฐ และหากเอกชนเดินหน้าต่อไม่ไหวจะเสนอเลิกสัญญาได้
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จะรายงาน กพอ.ถึงสถานะโครงการรถไฟความเร็วสูง และการเตรียมความพร้อมก้าวไปสู่ขั้นตอนต่อไป รวมทั้งภาคเอกชนคู่สัญญาได้นัดมาหารือข้อสรุปหลังจากนี้
“รัฐบาลต้องการเร่งผลักดันโครงการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ค้างให้เป็นรูปธรรม หลังจากนี้มีแผนเคลียร์งานที่เกี่ยวข้องกับ EEC เดือนละ 2 ครั้ง” นายพิพัฒน์ กล่าว
รวมทั้งดึง นายสันติ ปิยะทัต อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาช่วยดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะเพื่อติดตามความคืบหน้า และผลักดันโครงการ
ชี้ 5 เงื่อนไขยกเลิกสัญญา “ซีพี”
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ รฟท. เปิดเผยว่า จากการหารือร่วม 3 ฝ่าย ได้รับการยืนยันจากทางภาคเอกชนว่ายังพร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการนี้
ส่วนกรณีที่ นายพิพัฒน์ ระบุก่อนหน้านี้ว่า หากเอกชนคู่สัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน ประเมินสถานการณ์ปัจจุบันที่มีปัจจัยสงคราม ราคาน้ำมัน ค่าวัสดุ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการ และเห็นว่าทำต่อไม่ไหวอยากขอยกเลิกสัญญาก็เสนอมาได้นั้น คงต้องหารือรายละเอียดกฎหมายว่าเข้าเงื่อนไขหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ กพอ.จะเป็นผู้พิจารณา
อย่างไรก็ดี เงื่อนไขของการบอกเลิกสัญญาที่ระบุไว้ใช้สำหรับ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ปัจจุบันยังยึดตามข้อกำหนดในสัญญาร่วมลงทุนฉบับเดิม ซึ่งระบุไว้ 5 ส่วน ประกอบด้วย
1.) เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาสัมปทาน 50 ปี ก็จะสิ้นสุดสัญญา
2.) เกิดปัญหาการส่งมอบพื้นที่ไม่เรียบร้อย หรือการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้น
3.) เหตุสุดวิสัยที่ส่งผลต่อโครงการ
4.) ความผิดที่เกิดขึ้นจากฝ่ายเอกชน หรือความผิดของฝ่ายภาครัฐ
5.) การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล
ดังนั้นปัจจุบันถือว่ายังไม่มีตัวเลือกอื่นให้เอกชนในการบอกเลิกสัญญา นอกเหนือไปจากสิ่งที่ระบุในสัญญาเท่านั้น ส่วนจะตีความผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงการนี้เป็นเหตุสุดวิสัยที่นำไปสู่การแก้สัญญาได้หรือไม่ เรื่องนี้จบที่อำนาจของ กพอ.และท้ายที่สุดหากบอกเลิกสัญญาจะต้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนไปแล้ว โดย รฟท.ได้จ่ายเงินค่าเวนคืนที่ดินไปแล้ว ถือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้น
ประมูลใหม่ “โครงการ” ล่าช้ามากขึ้น
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การประชุมร่วมกัน 3 ฝ่ายรับทราบปัญหาและแจ้งต่อเอกชนคู่สัญญาถึงเงื่อนไขที่จะตามมา หากยกเลิกสัญญา อีกทั้งหากยกเลิกสัญญาโครงการจำเป็นต้องเปิดประมูลใหม่ และทำให้ภาครัฐต้องเสียโอกาสมากขึ้น ซึ่งเอกชนคู่สัญญารับที่จะกลับไปพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหา และเร่งเสนอเพิ่มเติม
แหล่งข่าว กล่าวว่า ปัญหาโครงการร่วมลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน อาจต้องใช้เวลาให้ทุกฝ่ายพิจารณาหาทางออกเหมาะสมร่วมกัน โดยหากยกเลิก และประมูลใหม่จะทำให้ภาครัฐเสียโอกาส เพราะต้องประกวดราคาใหม่จะทำให้ล่าช้าออกไปอีก และมูลค่างานก่อสร้างต้องปรับขึ้น
ลุ้นสรุปปมแก้ไขสัญญา “ซีพี”
สำหรับปัญหาโครงการร่วมลงทุนดังกล่าวสืบเนื่องจากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้เอกชนขอรับการเยียวยาจากรัฐบาล และปี 2564 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเยียวยาผลกระทบ ทั้งข้อเสนอส่วนของการชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) ให้ปรับจากสัญญาเดิมจ่ายงวดเดียว 10,671 ล้านบาท เป็นจ่าย 7 งวด เป็นรายปีจำนวนเท่ากัน
นอกจากนี้ยังปรับวิธีการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนในโครงการจากเดิมกำหนดจ่ายตามงวดงาน ตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างเป็นรูปแบบ “สร้างไปจ่ายไป” ทำให้รัฐต้องจ่ายค่าสนับสนุนงานโยธาเร็วขึ้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





