นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ ที่กำลังเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมุ่งเป้าไปที่การลดภาระต้นทุนและรักษาสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มาตรการดังกล่าวถือเป็นการยื่นมือเข้าช่วยเหลือคู่สัญญาภาครัฐในช่วงที่ต้นทุนเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างและงานจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีสายป่านและข้อจำกัดด้านเงินทุนหมุนเวียน หากปล่อยให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกดดันต่อไปโดยไม่มีการแทรกแซง อาจลุกลามกระทบต่อขีดความสามารถในการส่งมอบงาน การเลิกจ้างงาน และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ต้องหยุดชะงัก
นางสาวรัชดา อธิบายว่า เป็นการผ่อนผันวิธีคำนวณเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ หรือที่วงการรับเหมาเรียกกันว่า "ค่า K" โดยรัฐบาลอนุญาตให้ปรับเกณฑ์การหักเงินชดเชยมาอยู่ที่อัตราบวก/ลบ 2% จากเดิมที่กำหนดไว้ที่อัตราบวก/ลบ 4% ซึ่งจะเป็นการบังคับใช้ชั่วคราวเฉพาะสัญญาที่มีกำหนดส่งมอบงวดงานระหว่างวันที่ 28 ก.พ. ถึง 30 ก.ย. 2569 เพื่อให้เม็ดเงินชดเชยต้นทุนสามารถสะท้อนภาวะราคาที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างสมน้ำสมเนื้อมากขึ้น
พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังได้ปรับปรุงเงื่อนไขจุดอ้างอิงด้านราคา โดยให้เปลี่ยนมาใช้ดัชนีราคา ณ เดือนที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบราคากลาง แทนการใช้ดัชนีราคา ณ เดือนเปิดซองประกวดราคาแบบเดิม การปรับเปลี่ยนกลไกนี้จะช่วยให้การคำนวณเงินชดเชยสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงของผู้ประกอบการ ในช่วงเวลาที่ราคาพลังงานและวัสดุก่อสร้างมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความผันผวน
ทั้งนี้ "ค่า K" ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกออกแบบมาเพื่อคำนวณชดเชยความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนระหว่างการดำเนินโครงการ เช่น ราคาน้ำมัน เหล็ก และปูนซีเมนต์ หากต้นทุนเหล่านี้ทะยานขึ้นเกินกรอบที่กำหนด ภาครัฐจะจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้ผู้รับจ้างตามสัดส่วนที่เกิดขึ้นจริง ในทางกลับกัน หากต้นทุนลดลงก็จะมีการปรับลดในทิศทางเดียวกัน เพื่อรักษาความเป็นธรรมให้แก่ทั้งฝ่ายผู้รับจ้างและภาครัฐ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขยายความเพิ่มเติมว่า การงัดกลไกผ่อนผันค่า K มาใช้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะรัฐบาลเคยใช้มาตรการลักษณะนี้มาแล้วในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซับไพรม์ เพื่อประคองผู้ประกอบการและลดแรงกระแทกจากต้นทุนที่ผันผวนสูง การตัดสินใจนำเครื่องมือนี้กลับมาใช้อีกครั้ง จึงเป็นการเลือกใช้กลไกที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาในยามวิกฤตได้จริง โดยนำมาปรับศูนย์ใหม่ให้สอดรับกับบริบทของผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน
“ในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงและผันผวน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการมีนโยบายที่บรรเทาผลกระทบทุกกลุ่ม ทั้งการประคองกำลังซื้อภาคประชาชน การดูแลผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs เพราะเมื่อธุรกิจยังมีสภาพคล่อง งานภาครัฐเดินต่อได้ การจ้างงานยังอยู่ ประชาชนมีกำลังซื้อเศรษฐกิจก็จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้” นางสาวรัชดา กล่าว

