นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อรองรับความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงาน โดยมีการปรับเพิ่มวงเงินกู้ใหม่สุทธิประมาณ 2.2 แสนล้านบาท ส่งผลให้ประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 68.03% โดยยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%
จากการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะในครั้งนี้ สาระสำคัญอยู่ที่การปรับเพิ่มแผนการก่อหนี้ใหม่สุทธิ 221,200 ล้านบาท ส่งผลให้วงเงินการก่อหนี้ใหม่ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.21 ล้านล้านบาท เป็น 1.44 ล้านล้านบาทโดยมีสาเหตุหลักมาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- การกู้เงินของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯวงเงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อรองรับวิกฤตตะวันออกกลาง โดยจะรองรับการกู้เงินในวงเงิน 200,000 ล้านบาทก่อน ตามวงเงินที่จะใช้ในปีงบประมาณ 2569
- การเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมัน โดยการกู้เงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สภน.) จำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ โดยหนี้ในส่วนนี้กระทรวงการคลังค้ำประกัน
- การลงทุนรัฐวิสาหกิจ โดยรวมการปรับเพิ่มวงเงินกู้ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) อีก 1,200 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการขยายเขตและปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้า โดยหนี้ในส่วนนี้กระทรวงการคลังค้ำประกัน
นอกจากนี้ ในส่วนของแผนการบริหารหนี้เดิม (การปรับโครงสร้างหนี้) ได้มีการปรับลดวงเงินสุทธิลง 23,960 ล้านบาท ขณะที่แผนการชำระหนี้มีการปรับเพิ่มขึ้นสุทธิ 27,668 ล้านบาท รวมเป็นวงเงิน 560,793.28 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มตามแผนการชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
สำหรับการปรับปรุงแผนในครั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่ายังคงอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งประมาณการว่าจะอยู่ที่ 68.03% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 ซึ่งยังไม่เกินกรอบวินัยการเงินการคลังที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนดไว้ไม่เกิน70%

