วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยใช้วงเงิน 176,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่คณะกรรมการกลั่นการใช้จ่ายเงินกู้เสนอ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และธุรกิจรายย่อย โดยมุ่งหวังที่จะช่วยดูแลไม่ให้กำลังซื้อของประชาชนหดตัวมากจนเกินไป ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรไม่ให้ธุรกิจต้องปิดกิจการ และเกิดการเลิกจ้างงาน เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤติระลอกที่ 3 หลังจากวิกฤติพลังงาน และสงคราม ที่ยังคือ วิกฤติของแพง โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนเมษายน ที่ขยับสูงขึ้นถึง 2.9% และมีโอกาสสูงมากที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งอาจสูงแตะระดับ 5%
นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติระดับโลกที่ทุกฝ่ายกำลังกังวลเรื่องราคาผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในวันนี้ ทิศทางดังกล่าวเป็นการยืนยันจากมุมมองของนักการเงิน และนักเศรษฐศาสตร์ว่า ตลาดการเงินโลกกำลังคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากไม่สามารถหยุดยั้งวิกฤติของแพงในครั้งนี้ได้ จะนำไปสู่ภาวะวิกฤติต่อเนื่องคือ วิกฤติกำลังซื้อ เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะทำให้มูลค่าเงินในกระเป๋าของประชาชนลดลง และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้คนที่มีรายได้น้อย รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำไรสะสมในอดีตมารองรับแรงกระแทก
"หากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป จะส่งผลให้ธุรกิจต้องปิดตัวลง ประชาชนต้องตกงาน และเศรษฐกิจโดยรวมจะเข้าสู่ภาวะซึมยาว โดยประเมินว่าอัตราการว่างงานที่ปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 1% อาจจะพุ่งสูงขึ้นไปถึงเกือบ 2% ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดขึ้น"
สำหรับหลักคิดสำคัญของโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1.การดูแลกลุ่มเปราะบาง มุ่งเป้าช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.2 ล้านคน โดยจะเพิ่มเงินจากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน (เพิ่มให้อีก 700 บาท) เป็นเวลา 4 เดือน
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงการคลังเร่งปรับปรุงฐานข้อมูล เพื่อเปิดให้ผู้ที่ตกหล่นสามารถลงทะเบียนใหม่เข้าสู่ระบบได้
2.การช่วยเหลือคนชั้นกลาง และมนุษย์เงินเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อแต่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพเช่นกัน รัฐบาลจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันผ่านรูปแบบการร่วมจ่าย โดยประชาชนจ่าย 40% และรัฐสมทบให้ 60% ในวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน
3.การต่อลมหายใจร้านค้ารายย่อย ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการที่ให้คนมีกำลังซื้อมาช่วยเติมสภาพคล่อง และต่อสายป่านให้ธุรกิจขนาดเล็ก ความพิเศษของโครงการในครั้งนี้คือ การนำเอาเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยยกระดับร้านค้าเล็กๆ ให้คุ้นเคยกับระบบดิจิทัล สามารถนำข้อมูลราคาวัตถุดิบในตลาดมาเปรียบเทียบเพื่อบริหารต้นทุน และที่สำคัญที่สุดคือ การใช้ข้อมูลทางดิจิทัลเหล่านี้เป็นบันไดให้ร้านค้าเข้าถึงแหล่งสินเชื่อของสถาบันการเงินในระบบได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

