นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายวรกฤต จารุวงค์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทยว่า ที่ประชุม กกร. มีมติปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.2% ถึง 1.6% (จากเดิมในช่วงต้นปีที่คาดว่าจะเติบโตได้ 1.6% ถึง 2.0%)
เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรงจนย่างเข้าสู่เดือนที่ 3 โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ซึ่งการปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดความเสียหายเชิงกายภาพ (Physical Damage) ที่ต้องใช้เวลานานในการซ่อมแซม ปัจจัยดังกล่าวกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ราคาพลังงานโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และเริ่มส่งผลกระทบชัดเจนต่อภาคการบินและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านเที่ยวบินจากตะวันออกกลางมายังประเทศไทย
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 แม้จะมีการขยายตัวที่ 2.8% (YoY) แต่อยู่ในลักษณะ "โตกระจุกตัว" เฉพาะบางภาคส่วนเท่านั้น โดยได้รับอานิสงส์หลักมาจากการลงทุนของภาคเอกชนที่ยังเติบโตได้ดี การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ รวมถึงภาคการส่งออกกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวสูงกว่า 45% ตามกระแสโลก และเป็นการเติบโตติดต่อกันยาวนานถึง 12 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินและผลประโยชน์จากการส่งออกดังกล่าวไม่ได้กระจายตัวหรือส่งผลดีไปยังภาคการผลิตส่วนใหญ่ของประเทศอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ สมมติฐานสำคัญ (Key Assumptions) ของประมาณการเศรษฐกิจของประเทศ ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ราว 90.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล, การปล่อยให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศลอยตัวตามกลไกตลาด และการประเมินกรอบล่าง (Lower Bound) ของอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ 2.0% ภายใต้คาดการณ์ที่ว่าภาครัฐจะมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงครึ่งหนึ่งจากอัตราที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันเพื่อประคองสถานการณ์
"เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจลุกลามจนกลายมาเป็นวิกฤตระลอกใหม่ ทั้งในแง่ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นและการขาดแคลนซัพพลายเชน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนปรับโครงสร้างด้านพลังงาน มุ่งเน้นการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซนำเข้า พร้อมทั้งเร่งเครื่องโครงการ 'Reinvent Thailand' เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว"
อีกหนึ่งวิกฤตที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญอย่างรุนแรงคือการขาดแคลนแรงงาน ในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor-intensive) ซึ่ง กกร. มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเข้ามาบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน โดยต้องรักษาสมดุลทั้งในมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน เนื่องจากปัจจุบันหลายธุรกิจเริ่มได้รับผลกระทบจนอาจส่งผลลัพธ์เชิงลบต่อภาคการผลิต การส่งออก และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เพื่อแก้ปัญหานี้ กกร. มีข้อเสนอแนะให้ดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
- มาตรการระยะเร่งด่วน ให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ของแรงงานต่างด้าวที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้กำลังแรงงานจำนวนมากต้องหายไปจากระบบอุตสาหกรรมอย่างกะทันหัน
- มาตรการระยะยาว ให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง เพื่อสร้างเสถียรภาพและดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติกลับคืนมา
โดยหลังจากนี้ ทาง กกร. เตรียมที่จะเข้ายื่นหนังสือข้อเสนอชุดดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อขอให้พิจารณาและเร่งรัดออกมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
ในตอนท้าย กกร. ได้แสดงความขอบคุณไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง "คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต" เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งภาคเอกชนมองว่าเป็นยุทธศาสตร์และก้าวสำคัญในการยกระดับการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงที่แน่วแน่ของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในประเทศ
การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมที่มีตัวแทนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จะเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการแก้ไขปัญหาทุจริตได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ตลอดจนการลดขั้นตอนและดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ (Digital Government) ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริง และที่สำคัญที่สุด จะเป็นสปริงบอร์ดในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของประเทศไทยให้สอดรับกับเกณฑ์สากล เพื่อสนับสนุนเป้าหมายใหญ่ของประเทศในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในอนาคตอันใกล้

