“กรุงเทพธุรกิจ” และศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างแนวทางการป้องกันปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยที่เป็นกับดักของประเทศ
รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ผู้จัดการศูนย์ KRAC ได้แสดงความเห็นถึงการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่หลายโครงการในอดีตเผชิญปัญหาการคอร์รัปชัน
เมื่อโครงการแลนด์บริดจ์ถูกหยิบยกกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ทำให้เกิดกระแสตั้งคำถามจากสังคมไทย ทั้งในประเด็นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และข้อสงสัยเกี่ยวกับประเด็นการคอร์รัปชันที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินโครงการ
ทั้งนี้ หากเรามองย้อนกลับไปยังการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐไม่ว่าเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ โครงการพัฒนาการคมนาคม หรือโครงการจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูง ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาหรือช่วงรัฐบาลใด
"มักจะพบการตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใส ความคุ้มค่า และความกังวลต่อการเกิดคอร์รัปชันอยู่เสมอ"
สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของสังคมในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังทำให้เราฉุกคิดว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหา “วิกฤติความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ” อยู่หรือไม่
เพราะทุกครั้งที่ภาครัฐมีประกาศการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ หรือ Mega Project สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการถกเถียงเรื่องผลประโยชน์ และผลกระทบของโครงการ คือ “ความสงสัย” ของสังคมต่อความโปร่งใส การเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน และผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากโครงการเหล่านั้นว่าเป็นประชาชนหรือไม่
สถานการณ์ดังกล่าวแสดงถึงความไม่เชื่อมั่นของสังคมไทย ต่อการดำเนินงานของภาครัฐ แม้ว่าโครงการเหล่านั้นจะถูกอธิบายว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และมีการดำเนินการตามระเบียบหรือข้อบังคับอย่างเคร่งครัดก็ตาม
สอดคล้องกับคะแนนดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption perceptions Index: CPI) ของประเทศไทยที่มีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดมาตั้งแต่ปี 2559
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 ที่คะแนนลดต่ำลงมากที่สุดในรอบ 20 ปี คือ 33 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 116 ของโลกจาก 182 ประเทศ และอันดับที่ 8 ของอาเซียนจาก 11 ประเทศ สะท้อนถึงความเห็นของประชาชน ภาคธุรกิจ และนักวิชาการที่มีต่อสถานการณ์การคอร์รัปชันของประเทศไทยแย่ลงเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา (ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก, 2569)
นอกจากนี้ “วิกฤติความเชื่อมั่น” ของสังคมไทยที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการใช้งบประมาณภาครัฐ และการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ประชาชนจำนวนมากมีความเห็นว่าการเข้าถึงข้อมูลที่สามารถนำไปใช้งานได้สะดวก และการตรวจสอบการดำเนินโครงการโดยภาคประชาชนทำไม่ได้หรือทำได้ยาก
สอดคล้องกับคะแนนดัชนีหลักนิติธรรม (World Justice Project Rule of Law Index) ด้านข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open Government) ที่มีแนวโน้มคะแนนที่ลดต่ำลงตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งในปี 2568 คะแนนดัชนีหลักนิติธรรมด้านข้อมูลเปิดภาครัฐมีคะแนนอยู่ที่ 0.48 (ค่าคะแนนอยู่ระหว่าง 0.00-1.00) ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจัยที่เกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วมของพลเมือง และกลไกการร้องเรียนภาครัฐ (World Justice Project, 2025) จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงยิ่งทำให้กลายเป็นช่องว่างให้เกิดความสงสัยต่อการดำเนินงานของภาครัฐมากยิ่งขึ้น
เมื่อประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของภาครัฐ ย่อมส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ทั้งในด้านความร่วมมือจากภาคประชาชน การยอมรับต่อโครงการของรัฐ และระดับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่
หลายครั้งที่ความไม่ไว้วางใจของภาคประชาชนอาจนำไปสู่การต่อต้าน การประท้วง หรือความขัดแย้งทางสังคม ซึ่งส่งผลให้การดำเนินโครงการของรัฐมีความล่าช้า และมีต้นทุนทางเศรษฐกิจ และสังคมสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น กระทั่งบางโครงการอาจจำเป็นต้องยกเลิกการดำเนินการ
แต่ในทางกลับกันหากภาครัฐสามารถฟื้นฟู และสร้างความเชื่อมั่นจากภาคประชาชนกลับคืนมาได้ ความเชื่อมั่นของภาคประชาชนจะส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบาย และการดำเนินโครงการภาครัฐ ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และการปฏิบัติตามมาตรการภาครัฐที่ประกาศในสถานการณ์หนึ่ง
นอกจากนี้ เมื่อประชาชนเชื่อมั่นว่าภาครัฐมีการดำเนินโครงการอย่างคุ้มค่า ไม่ใช้จ่ายงบประมาณสิ้นเปลือง จะส่งผลให้ประชาชนมีความเต็มใจจ่ายภาษีที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนเห็นว่าภาษีที่จ่ายไปถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ และสวัสดิการของประชาชนอย่างแท้จริง (Dann, 2022)
จะเห็นได้ว่า “ความเชื่อมั่นของประชาชน” เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายภาครัฐ ดังนั้น การสร้างความเชื่อมั่นของภาครัฐต่อประชาชนในประเทศ
จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ
โดยหนึ่งในแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นภาครัฐที่ถูกให้ความสำคัญในปัจจุบัน คือ “การทำข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open Government)” ที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย และโครงการต่างๆ ของภาครัฐได้อย่างง่าย สะดวก และเข้าถึงได้ตลอดเวลา โดยข้อมูลที่เปิดให้เข้าถึงต้องอยู่ในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้งานหรือวิเคราะห์ได้ ไม่ใช่อยู่ในรูปแบบของไฟล์ PDF หรือไฟล์สแกนที่ทำให้เกิดข้อจำกัดหรือต้นทุนในการแปลงข้อมูลเพื่อนำไปใช้งาน
นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ยังต้องอาศัยการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด ติดตาม และตรวจสอบนโยบายหรือโครงการภาครัฐ ควบคู่ไปกับการมีกลไกการแจ้งเบาะแสคอร์รัปชัน และการปกป้องผู้แจ้งเบาะแสจากการถูกคุกคาม กลั่นแกล้ง หรือการฟ้องปิดปาก เพื่อให้กลไกการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ
รวมถึงความสามารถในการนำผู้กระทำความผิดฐานการคอร์รัปชันมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อรับโทษได้จริง
เนื่องจากความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของภาคประชาชนต่อภาครัฐ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่ภาครัฐประกาศว่ามีการดำเนินงานที่โปร่งใส และปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างถูกต้องเท่านั้น
แต่ต้องเกิดจากการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบการดำเนินงาน และตั้งคำถามต่อการดำเนินงานของภาครัฐได้ จึงจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นว่าภาครัฐมีการดำเนินงานอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และมีความรับผิดชอบ
แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับมาตรฐานการมีส่วนร่วม และการร่วมสร้าง (Participation and Co-Creation Standards) ของ Open Government Partnership: OGP (2022) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก และต้องมีแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan: NAP) ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย กำหนดแนวทางการดำเนินงาน
ตลอดจนติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานของรัฐร่วมกัน ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการ ไม่ใช่เพียงการเปิดรับฟังความคิดเห็นหลังจากมีการตัดสินใจไปแล้ว
บทบาทของภาคประชาชนตามมาตรฐาน Participation and Co-Creation ของ OGP จึงไม่ใช่เพียงผู้รับข้อมูล และผู้รับผลกระทบจากนโยบาย แต่กลายเป็น “ผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ” ไปพร้อมกับภาครัฐ
ในสังคมที่ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม และตรวจสอบการดำเนินนโยบายของรัฐได้ การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ย่อมไม่ได้ถูกมองผ่านสายตาแห่งความสงสัยและหวาดระแวงเพียงอย่างเดียว
แต่สามารถพัฒนาไปสู่ความร่วมมือ และการยอมรับจากประชาชน และสังคม ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกำหนด ติดตาม และประเมินผลนโยบายตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐที่ยั่งยืน และส่งผลให้การดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง
ที่มา:
ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก. (2569). KRAC Insights I เจาะลึกผลคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ของไทย ปี 2025. https://kraccorruption.com/knowledge/krac-insights-corruption-perceptions-index-thailand-2025/
Dann, C. (2022). Does public trust in government matter for effective policy-making?. https://www.economicsobservatory.com/does-public-trust-in-government-matter-for-effective-policy-making
Open Government Partnership. (2022). OGP Participation and Co-Creation Standards. https://www.opengovpartnership.org/ogp-participation-co-creation-standards/
World Justice Project. (2025). Open Government for Thailand, 2025. https://worldjusticeproject.org/rule-of-law-index/country/2025/Thailand/Open%20Government/
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

