สุริยะ เร่งแผน Quick Win รับมือสงครามและเอลนีโญที่ฉุดต้นทุนพุ่ง สั่ง 5 คณะทำงานคุมราคาปุ๋ย-น้ำมัน พร้อมดันเกษตรแม่นยำพยุง GDP ปี 69 ให้โตต่อเนื่อง
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจการเกษตรปี 2569 ตามการคาดการณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ยังมีแนวโน้มขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5–1.5 แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัว มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดของประเทศคู่ค้า ความผันผวนของค่าเงินบาท ตลอดจนสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงและปุ๋ยเคมี รวมถึงความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญที่อาจทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลทั้งต่อต้นทุนการผลิต กำลังซื้อของตลาดส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
ทั้งนี้ เพื่อให้การรับมือปัจจัยเสี่ยงดำเนินได้อย่างรวดเร็วและลดผลกระทบต่อเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเร่งขับเคลื่อนมาตรการควิกวิน ผ่านคณะทำงานเชิงรุก 5 ชุด ครอบคลุมทั้งการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การบริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกและบริโภคในประเทศ การบริหารจัดการน้ำและที่ดิน การสร้างสมาร์ตฟาร์เมอร์ (Smart Farmer) รุ่นใหม่ รวมถึงการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติและฝุ่น PM2.5 โดยกำชับทุกหน่วยงานเร่งจัดทำแผนปฏิบัติงานและกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ในระยะเร่งด่วน เพื่อบูรณาการการลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
พร้อมกันนี้ ยังเตรียมผลักดันมาตรการลดต้นทุนการผลิต ทั้งการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ในภาคเกษตร การทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช รวมถึงการประสานจัดหาปุ๋ยเคมีจากแหล่งนำเข้าใหม่ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านปัจจัยการผลิตและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานและปุ๋ยในตลาดโลก ตลอดจนการต่อยอดงานวิจัย เทคโนโลยีเกษตร และเกษตรชีวภาพตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างความมั่นคงให้ภาคเกษตรไทยในระยะยาว
สำหรับภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติที่อยู่ในเกณฑ์ดี หลังมีฝนตกต่อเนื่องตลอดปี 2568 ประกอบกับสภาพอากาศโดยรวมเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ ส่งผลให้สาขาพืช ปศุสัตว์ และป่าไม้ยังขยายตัวได้
ด้านสาขาพืช ซึ่งเป็นสาขาหลักของภาคเกษตร ขยายตัวร้อยละ 3.7 จากผลผลิตอ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน รวมถึงไม้ผลอย่างทุเรียน มังคุด และเงาะที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สาขาประมงยังหดตัวจากต้นทุนพลังงานและคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ชะลอตัว สะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง
นายสุริยะย้ำว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน สภาพอากาศ และแนวโน้มเอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อเตรียมมาตรการรองรับและลดผลกระทบต่อเกษตรกรและภาคการผลิตให้ได้มากที่สุด

