สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2569 โดยจีดีพีขยายตัว 2.8% เร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2569 ที่ขยายตัว 2.5%
เศรษฐกิจไทยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการลงทุนรวมขยายตัวถึง 9.9% เป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ปี 2558 โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้นถึง 10.1% ตามการลงทุนหมวดเครื่องจักรและเครื่องมืออุตสาหกรรมที่ขยายตัวขึ้น ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.4%
ขณะที่การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว17.8% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวได้ 9.4% ตามความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในตลาดโลก โดย สศช.ปรับประมาณการส่งออกทั้งปีเป็น 9.6% สูงกว่าเดิมที่ 2% จากการผ่อนคลายมาตรการภาษีของสหรัฐ และแนวโน้มความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า ประเด็นการส่งออกไปสหรัฐต้องเฝ้าระวังการบังคับใช้มาตรา 301 การกีดกันการค้าไทยและกระทรวงพาณิชย์กำลังชี้แจง โดย สศช.ระบุว่าข้อมูลที่ต้องเฝ้าระวัง คือ การนำเข้าสินค้ากลับขยายตัวสูงถึง 33.1% เป็นการขยายตัวสูงสุดรอบ 18 ไตรมาส ผลให้ขาดดุลการค้าครั้งแรกรอบ 14 ไตรมาส ที่มูลค่า 0.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 6.9 หมื่นล้านบาท
สำหรับการขาดดุลส่วนหนึ่งเกิดจากการนำเข้าทองคำ โดยไตรมาส 1 ปี 2569 นำเข้าทองคำ 3 แสนล้านบาท หากหักรายการนี้ออกดุลการค้าไทยยังเกินดุล โดยช่วงที่ผ่านมาปริมาณซื้อขายทองคำในไทยสูงมากบางวันมากกว่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เกิดจากพฤติกรรมซื้อขายและเก็งกำไรมากขึ้น
ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% สูงขึ้นกว่าไตรมาสก่อนเล็กน้อย และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมี.ค.2569 มีมูลค่า 12.68 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น66.38%ของ GDP ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ที่ 2.8 แสนล้านดอลลาร์
พ.ร.ก.เงินกู้ดันจีดีพี 0.4%
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 1.5-2.5% โดยมีค่ากลาง 2.0% เท่ากับประมาณการครั้งที่ผ่านมา โดยรวมปัจจัยผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ รวมทั้งการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท
ส่วน พ.ร.ก.เงินกู้ฯนั้น สศช.ได้คำนวณว่าหากไม่ออก พ.ร.ก.ส่วนนี้ตัวเลขจีดีพีจะลดลง 0.4% ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ถึง 2% โดยผลการออก พ.ร.ก.ต่อเศรษฐกิจจะทำให้มีเม็ดเงินทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจ 1.7-2.0 แสนล้านบาทในปีนี้ ขณะที่อีก 2 แสนล้านบาทจะลงสู่ระบบเศรษฐกิจปี 2570
ทั้งนี้กรณีที่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่มาจากปัจจัยตะวันออกกลางที่กระทบต่อประชาชนในระยะต่อไปเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้ออกแบบให้สามารถโยกวงเงินจากรายการเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาสู่การเยียวยาประชาชนได้ตามความจำเป็น
เตือนไทยเผชิญวิกฤติค่าครองชีพ
นายดนุชา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือปีนี้มีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบราคาพลังงาน ภาคขนส่ง และต้นทุนสินค้า โดยทำให้เงินเฟ้อและค่าครองชีพที่จะเป็นวิกฤตที่ตามมาได้ในอนาคต
ทั้งนี้แม้ไตรมาส 1 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 0.5 % แต่เริ่มเห็นสัญญาณการส่งผ่านต้นทุนจากผู้ผลิตไปผู้บริโภคในเดือน เม.ย.2569 ที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มเป็น 2.8% และบางเดือนที่เหลืออาจเป็นเงินเฟ้อสูงกว่ากรอบเงินเฟ้อทั้งปีที่คาดไว้ 2-3% เพิ่มจากเดิมที่คาดว่าติดลบ 0.3%
“ไทยไม่ได้เผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ต้องระวังวิกฤติค่าครองชีพที่เกิดจากต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ยังไม่รู้จะจบเมื่อไหร่เพราะตอนนี้อิหร่าน สหรัฐ และอิสราเอลยังไม่ได้ข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งมาตรการที่ลงไปคือมาตรการในการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนมีภาระลดลงในช่วงที่ราคาสินค้าทยอยปรับตัวสูงขึ้น”นายดนุชา กล่าว
แนะจับตา 6 ประเด็นกระทบเศรษฐกิจ
สำหรับประเด็นการบริหารเศรษฐกิจที่ สศช.แนะนำให้รัฐบาลให้ความสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจในปีนี้ ได้แก่
1.บริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงาน และการดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
2.ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนเร่งรัดโครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง และใช้ระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวก
3.รักษาแรงส่งภาคส่งออกเตรียมพร้อมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ และเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ๆ
4.เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า90.7%
5.ดูแลภาคเกษตร และรับมือภัยแล้งเตรียมจัดหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรทดแทน และบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งปีหลัง
6.แก้ปัญหาหนี้สิน และสินเชื่อเร่งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนเชิงรุก และช่วย SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่อง
“เอกนิติ” ห่วงเศรษฐกิจยังเจอท้าทาย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จีพีพีไตรมาส 1 ขยายตัว 2.8% ดีกว่าตลาดคาดการณ์ โดยมีปัจจัยหลักหลักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการลงทุนรวมขยายถึง 9.9% ที่โดดเด่นสุดเป็นการลงทุนภาคเอกชนสูงถึง 10.1% เป็นการเติบโตระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ครั้งแรกรอบ 11 ปี
ทั้งนี้ จีดีพีที่เติบโตในไตรมาส 1 เป็นเพียงภาพสะท้อนจาก “กระจกหลัง" เพราะเมื่อมองที่ถนนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังมีความขรุขระและมีความท้าทายรออยู่ ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสงครามในช่วงเดือน มี.ค.เต็มที่ เนื่องจากรัฐบาลตรึงราคาดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรขณะนั้น
“คลัง” เตือนผู้ผลิตแบกต้นทุน
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญมรสุมเศรษฐกิจตามมาอีกหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤติพลังงานโลกที่คาดการณ์ว่าจะยืดเยื้อต่ออีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่อยู่ในระดับต่ำ
ต่อมา คือ วิกฤติเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งเริ่มสะท้อนในอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย.2569 สูงขึ้นถึง 2.9% สัญญาณที่น่ากังวลคือดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พลิกมาเป็นบวก ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังติดลบในไตรมาส 1 บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจกำลังแบกต้นทุนและถูกบีบกำไร (Margin) ซึ่งเมื่อธุรกิจแบกรับต้นทุนไม่ไหวและส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภคจะเกิดปัญหาค่าครองชีพและสภาพคล่องประชาชน
“สภาวการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ เมื่อภาวะที่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้และกำลังซื้อของผู้คนกลับลดลง ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขอาจลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานได้ในอนาคต”
ทุ่ม 2 แสนล้าน “ไทยช่วยไทยพลัส”
นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติปากท้อง รัฐบาลเตรียมนำเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยดึงเม็ดเงิน 200,000 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท มาดำเนินการโครงการนี้จะใช้โมเดลการร่วมจ่าย รัฐบาลสมทบ 60% และประชาชนจ่าย 40% มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยและคนตัวเล็กในสังคม
“โครงการนี้มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวของเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงจากโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตที่พบว่า ยอดการจับจ่ายใช้สอยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15% ในขณะที่อีก 85% กระจายออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม SME ด้วย”

