วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ รัฐสมทบ-เติมบัตรคนจน อุ้มค่าครองชีพยาว 4 เดือน

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ รัฐสมทบ-เติมบัตรคนจน อุ้มค่าครองชีพยาว 4 เดือน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติปากท้อง รัฐบาลเตรียมนำเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะดึงเม็ดเงินจากวงเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินรวม 400,000 ล้านบาทมาใช้ดำเนินการ โดยโครงการนี้จะใช้โมเดลการร่วมจ่าย รัฐบาลสมทบ 60% และประชาชนจ่าย 40% มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยและคนตัวเล็กในสังคม รวมถึงเติมเงินช่วยเหลือให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

“โครงการนี้มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวของเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงจากโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตที่พบว่า ยอดการจับจ่ายใช้สอยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15% ในขณะที่อีก 85% กระจายออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม SME ด้วย”

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า "ไทยช่วยไทยพลัส" จะแบ่งความช่วยเหลือเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน และประชนชนทั่วไป จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมรวมเป็นเดือนละ 1,000 บาท

และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่รัฐช่วยสมทบ 60:40 สำหรับรูปแบบโครงการจะเป็นลักษณะเดียวกับคนละครึ่ง ที่รัฐร่วมจ่าย แต่ในครั้งนี้รัฐจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ในสัดส่วน 60% ในขณะที่ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์จะต้องจ่ายเงินของตนเองสมทบอีก 40% โดยกระทรวงการคลังยังคงกำหนดวงเงินการใช้จ่ายต่อวันไว้ที่ไม่เกิน 200 บาทเช่นเดิม เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยและไม่เกิดความสับสนในการใช้งาน

ทั้งนี้ ในเชิงนโยบายโครงการนี้ไม่ใช่เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง แต่เป็นการมุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในช่วงที่ค่าอาหารและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเป็นเวลา 4 เดือน คาดว่าจะใช้เม็ดเงินตลอดโครงการ 1.7 แสนล้านบาท โดยผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่อาจขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.2-0.5% หรือมากกว่านั้น ถือเป็นเพียงผลพลอยได้จากการดำเนินโครงการ

"ตอนนี้จะมีแค่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ไม่มีโครงการคนละครึ่งแล้ว เพราะโครงการดังกล่าวเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไทยช่วยไทยพลัส เป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนจากวิกฤติพลังงาน โดยรัฐช่วยจ่ายมากกว่าโครงการคนละครึ่ง"

ยกระดับ "ถุงเงิน" ด้วย AI

เพื่อเป็นการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ร้านค้ารายย่อยกว่า 1 ล้านร้านค้าในกลุ่ม 60:40 กระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาบูรณาการในแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" โดยธนาคารกรุงไทยจะเป็นผู้ลงทุนพัฒนาระบบดังกล่าวให้ร้านค้าใช้งานได้ฟรี โดยระบบ AI จะเข้ามามีบทบาทช่วยสรุปยอดขายในแต่ละวัน วิเคราะห์การขายเปรียบเทียบกับคู่แข่งในประเภทธุรกิจเดียวกัน เช่น เปรียบเทียบต้นทุนร้านที่ลงทะเบียนขายข้าวหมูแดงในระบบทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างง่าย ซึ่งข้อมูลทางบัญชีที่ถูกจัดทำอย่างเป็นระบบนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับร้านค้ารายย่อยในการนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอกู้เงินหรือขอสินเชื่อจากธนาคารในอนาคต

ร้านค้าเดิมยืนยันสิทธิ์ ใช้งานต่อทันที

สำหรับร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการและมีข้อมูลในระบบอยู่แล้วประมาณ 9 แสนถึง 1 ล้านร้านค้านั้น ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือยืนยันตัวตน (KYC) ใหม่ เพียงแค่กดยืนยันสิทธิ์เพื่ออัปเดตข้อมูลก็สามารถใช้งานต่อได้ทันที รวมทั้งร้านค้าในระบบเดลิเวอรี่ด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ว่าก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้มีการบูรณาการใช้จ่ายร้านค้าในระบบร่วมกัน แต่ข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการหารือระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์

ปัจจุบัน จำเป็นต้องแยกระบบการใช้งานระหว่างร้านค้าธงฟ้าของกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และร้านค้าที่เข้าร่วมในกลุ่ม 60:40 ออกจากกัน แม้ว่าในเชิงนโยบายจะมีความพยายามผลักดันให้รวมระบบเข้าด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถนำสิทธิ์ไปซื้อสินค้าจากร้านค้ารายย่อยในชุมชนได้อย่างครอบคลุมและหลากหลายมากขึ้น

"เนื่องจากร้านค้าธงฟ้าอยู่ภายใต้การดูแลรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันกำกับดูแลร้านค้าอยู่ประมาณ 100,000 ร้าน และไม่ประสงค์ที่จะขยายขอบเขตการดูแลให้ครอบคลุมไปถึงร้านค้านับล้านแห่ง เนื่องจากมีความกังวลในด้านภาระการบริหารจัดการและข้อจำกัดทางกฎหมายหากต้องดำเนินการฟ้องร้องในกรณีที่เกิดการทุจริตของร้านค้า อย่างไรก็ดี ธนาคารกรุงไทยจะยังคงเป็นผู้ดูแลระบบในภาพรวมของทั้งสองโครงการ"

ลงทะเบียนใหม่ ตรวจคัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการรัฐ

ส่วนการดำเนินงานในฝั่งของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลังกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการคัดกรองข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลา 2 เดือน

โดยการลงทะเบียนรอบนี้จะปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีความคล่องตัวและลดภาระของประชาชน โดยผู้สมัครไม่จำเป็นต้องกรอกข้อมูลรายละเอียดทรัพย์สินยาว 5-6 หน้ากระดาษเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากภาครัฐจะเปลี่ยนไปใช้ระบบคัดกรองข้อมูลจากฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐที่มีความแม่นยำและเป็นปัจจุบันที่สุด

"ระบบจะทำการตัดสิทธิ์ผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ออกโดยอัตโนมัติ เช่น ผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัท ผู้ที่เปลี่ยนสถานะเป็นข้าราชการไปแล้วนับตั้งแต่การลงทะเบียนรอบปี 2565 รวมถึงผู้ถือบัตรที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตที่ต้องถูกตัดสิทธิ์เฉลี่ยอยู่ในระดับหลักแสนราย"