นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กล่าวในงานสัมมนาในรูปแบบ Round Table หัวข้อ THE BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน จัดโดย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กองทุนน้ำมันฯ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานของประเทศ
โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกยังมีความผันผวนสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ซึ่งปัจจุบันกองทุนยังมีศักยภาพเพียงพอในการเข้าไปช่วยดูแล หากในอนาคตราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอีก
ทั้งนี้ กองทุนน้ำมันฯ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของภาครัฐในการบริหารจัดการด้านพลังงาน แม้รัฐบาลจะยังมีมาตรการอื่นรองรับ ทั้งด้านภาษีหรือการใช้งบประมาณ แต่กองทุนฯ มีจุดเด่นเรื่องความยืดหยุ่น และสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว จึงถูกใช้เป็นกลไกหลักในการดูแลสถานการณ์ราคาพลังงานมาโดยตลอด
นายพรชัย กล่าวว่า การดำเนินงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่โลกจะเผชิญวิกฤตพลังงานและวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่หลายระลอก ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกหยุดชะงัก ตามมาด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน วิกฤติราคาก๊าซธรรมชาติ และภาวะราคาน้ำมันผันผวนรุนแรงในช่วงปี 2567-2569
“ต้องมองตามบริบทของแต่ละช่วงเวลา เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือเชื้อเพลิงทุกประเภทที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ได้เลือกช่วยเฉพาะน้ำมันชนิดใดชนิดหนึ่ง หลายคนอาจมองว่าไปอุ้มดีเซล อุ้มเบนซิน หรืออุ้มก๊าซ แต่จริงๆ แล้วต้องดูว่าวิกฤตในช่วงนั้นกระทบอะไร และจำเป็นต้องเข้าไปช่วยตรงไหน” นายพรชัย กล่าว
สำหรับกรณีน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งและภาคเศรษฐกิจ กองทุนฯ ยังคงจำเป็นต้องเข้าไปดูแล เพื่อไม่ให้ต้นทุนพลังงานส่งผ่านไปยังกระบวนการผลิต การขนส่งสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง
เขาระบุว่า ปัจจุบันวัตถุประสงค์หลักของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคือการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานเป็นสำคัญ แม้ในอดีตกองทุนจะมีบทบาทเพิ่มเติม ทั้งการสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือมาตรการบริหารเชื้อเพลิงบางประเภท แต่เมื่อฐานะกองทุนกลับมาแข็งแรง ก็พร้อมกลับไปสนับสนุนภารกิจเหล่านั้นอีกครั้ง ตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี
“ตราบใดที่ยังอยู่ในแผนวิกฤติ กองทุนก็ยังต้องช่วยเหลือต่อไป ปัจจุบันกองทุนมีเงินไหลออกประมาณวันละ 100 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ฐานะกองทุนปัจจุบันติดลบราว 63,000 ล้านบาท ซึ่งยังสามารถดูแลได้อยู่” นายพรชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมองว่า ในระยะยาวประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนด้านพลังงาน มากกว่าการพึ่งพาการอุดหนุนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการผลักดันพลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด ซึ่งกำลังกลายเป็นทิศทางสำคัญของโลก
นายพรชัย ยอมรับว่า ประเด็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และการสนับสนุนพลังงานสะอาด ยังไม่ได้ถูกระบุไว้ชัดเจนในกฎหมายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 เนื่องจากในช่วงเวลานั้น โลกยังไม่ได้เปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างชัดเจนเหมือนปัจจุบัน
ล่าสุด สำนักงานฯ อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเสนอและประเด็นต่าง ๆ เพื่อเตรียมนำเข้าสู่กระบวนการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สอดรับกับบริบทพลังงานโลกยุคใหม่ รวมถึงแนวโน้มการใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต
“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังสามารถทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศได้ในเบื้องต้น แต่ในอนาคตต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับโครงสร้างพลังงานใหม่ของโลก ที่ไม่ได้มีแค่น้ำมันหรือก๊าซเหมือนในอดีตอีกต่อไป” นายพรชัย กล่าว

