นายสุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนาในรูปแบบ Round Table หัวข้อ THE BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS ทางออกวิกฤติพลังงานอย่างยั่งยืน จัดโดย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า โลกกำลังเผชิญกับความท้าทาย 2 ประเด็นหลัก คือ น้ำมันแพง และน้ำมันพอ ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์เชื่อว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูง และไม่ปรับลดลงภายใน 2 ปีนี้อย่างแน่นอน โดยมีปัจจัยลบสำคัญ 5 ประการที่กดดันสถานการณ์อยู่ ดังนี้
1. ต้นทุนแฝงจากการขนส่ง และประกันภัย แม้จะมีการเปิดเส้นทางเดินเรือ แต่ความเสี่ยงจากขีปนาวุธที่ยังคงมีอยู่ทำให้ค่าพรีเมียมเรือ และค่าประกันภัย (Insurance) พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. กติกาใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ มีแนวโน้มการเรียกเก็บค่าผ่านทางจากอิหร่าน ซึ่งอาจกลายเป็นกติกาใหม่ที่ซ้ำเติมต้นทุนการขนส่งน้ำมัน
3. คลังสำรองยุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) ลดต่ำลง ปัจจุบันทั่วโลกมีการดึงน้ำมันจากคลังสำรองออกมาใช้เป็นจำนวนมาก ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานลดลง และจำเป็นต้องเร่งพัฒนาคลังสำรองใหม่
4. โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย โรงกลั่นน้ำมันอย่างน้อย 12 แห่งในภูมิภาคตะวันออกกลางถูกทำลายด้วยขีปนาวุธ รวมถึงโรงงานก๊าซ LNG ถูกทำลายไปกว่า 20% ซึ่งการซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ปกติต้องใช้เวลาสูงถึง 4-5 ปี
5. กำลังการผลิตไม่กลับมาจุดเดิม โดย CEO ของบริษัท Chevron ได้ระบุว่า หลุมผลิตน้ำมันที่ปิดตัวไปในช่วงก่อนหน้า อาจไม่สามารถกลับมาผลิตได้ในปริมาณเดิมหลังกลับมาเปิดใหม่
นายสุรงค์ กล่าวย้ำว่า ผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำมันในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภูมิภาคเอเชียรุนแรงที่สุดในโลก เนื่องจากน้ำมันกว่า 80% ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีปลายทางอยู่ที่เอเชีย ประกอบกับโรงกลั่นในไทยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ดังนั้นหากจุดยุทธศาสตร์นี้เกิดปัญหา ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแผนฉุกเฉินที่ชัดเจนเพื่อรับมือกับความเสี่ยง
ในด้านการบริหารจัดการราคา นายสุรงค์ เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการอุดหนุนราคาพลังงานแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy หรือ Precision Subsidy) แทนการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โดยควรแบ่งระดับการดูแลเป็นหลายระดับ (Multi-tier pricing) ตามความจำเป็น
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะกลุ่มโลจิสติกส์ที่ใช้พลังงานเป็นต้นทุนหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นตามต้นทุนขนส่ง
นอกจากนี้ จึงอยากหยิบยกประเด็น "น้ำมันเถื่อน" ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของราคาน้ำมันในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน โดยธรรมชาติน้ำมันจะไหลจากที่ราคาถูกไปสู่ที่ราคาแพง หากน้ำมันในไทยแพงกว่าสิงคโปร์ น้ำมันเถื่อนจะไหลเข้าประเทศ แต่หากน้ำมันไทยถูกเกินไปจนต่างจากมาเลเซียหรือสิงคโปร์มาก น้ำมันก็จะไหลออกนอกประเทศทำให้เกิดภาวะขาดแคลน
"เราสังเกตได้ง่ายๆ ที่ปั๊มน้ำมันบริเวณชายแดนสะเดา ถ้าคนมาเลเซียข้ามมาเติมน้ำมันบ้านเราแล้วขับกลับไป แสดงว่าน้ำมันเราถูกกว่าเขา ซึ่งจะส่งผลต่อความเพียงพอในระยะยาว กลไกราคาที่เหมาะสมควรเป็นราคาตลาดที่สะท้อนความเป็นจริง ควบคู่ไปกับการทำ Precision Subsidy เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ เท่านั้น"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

