วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘เอกชน’ชงนายกฯแก้คอร์รัปชัน ตั้งบอร์ดระดับชาติสกัดทุจริต

‘เอกชน’ชงนายกฯแก้คอร์รัปชัน ตั้งบอร์ดระดับชาติสกัดทุจริต

สถานการณ์คอร์รัปชันในไทยที่เลวร้ายมากขึ้นถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นข้อเสนอสำคัญในที่ประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล 

การประชุมดังกล่าวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญเจ้าสัวและซีอีโอมาร่วมแสดงความเห็นต่อรัฐบาล ซึ่งในเวทีครั้งนี้ได้มีการเสนอประเด็นการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเป็นภารกิจสำคัญเพื่อให้รัฐบาลแก้ปัญหา

เหตุผลสำคัญที่ภาคเอกชนยกประเด็นคอร์รัปชันเเสนอให้นายกรัฐมนตรีครั้งนี้มาจากสถานการณ์ที่แย่ลงและเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  โดยดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2568 ของไทยได้คะแนน 33 จาก 100 คะแนน ทำให้อันดับร่วงลงมาอยู่ที่ 116 ของโลก และเป็นอันดับ 7 ในอาเซียน

ตัวชี้วัดที่คะแนนลดลงมากที่สุด คือ จากแหล่งข้อมูล IMD World Competitiveness Yearbook ในประเด็น “การติดสินบนและการทุจริต” ซึ่งลดลงถึง 10 คะแนน จาก 36 ในปี 2567 เหลือ 26 คะแนนในปี 2568 

ขณะที่แหล่งข้อมูลอีกหลายส่วนได้คะแนนลดลงทั้งแหล่งข้อมูล World Justice Project (WJP) ในประเด็นเจ้าหน้าที่รัฐมีพฤติกรรมการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางมิชอบ และแหล่งข้อมูล Economist Intelligence Unit Country Risk Ratings (EIU) ประเด็นความโปร่งใสและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณรัฐ

สถานการณ์ดังกล่าวนำมาสู่การเคลื่อนไหวของภาคเอกชน โดยเฉพาะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย

‘เอกชน’ชงนายกฯแก้คอร์รัปชัน ตั้งบอร์ดระดับชาติสกัดทุจริต

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้นำเสนอนายกรัฐมนตรีถึงประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง ครอบคลุมการปฏิรูปภาคเกษตรกรรม การผลักดันการค้าและการลงทุนท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ

สำหรับประเด็นการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติแต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ” โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม โดยเฉพาะภาคเอกชน  

รวมถึงตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โปร่งใส และเป็นรูปธรรม 

ทั้งนี้ภาคเอกชนเห็นว่าปัจจุบันมีปัญหาคอรัปชั่นเรื้อรังต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมมาก และจำเป็นต้องแสดงความชัดเจนให้นานาประเทศเห็นถึงความตั้งใจและทำจริงเพื่อยกระดับประเทศเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) 

นายกฯต้องบูรณาการทุกหน่วยงาน

ดร.พจน์ กล่าวว่า เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็นประธานในการขับเคลื่อน เพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจน รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้กลไกการทำงานลักษณะเดียวกับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ)

‘เอกชน’ชงนายกฯแก้คอร์รัปชัน ตั้งบอร์ดระดับชาติสกัดทุจริต

"ถือเป็นโอกาสดีที่ทางรัฐบาลได้รับฟังความเห็นของภาคเอกชน และตามที่ท่านรับข้อเสนอไป คงจะมีการจัดลำดับความสำคัญ เร่งด่วน พร้อมเร่งทำต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศร่วมกัน”ดร.พจน์ กล่าว

สำหรับปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจไทย และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นช่วง 3 ปีที่ผ่านมาที่ผ่านมา คณะทำงานฯ ได้ขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน “6 ด้าน ต้านทุจริต” ทั้งการปลูกฝังจิตสำนึก การรณรงค์ภาคธุรกิจและประชาชน รวมถึงจัดเวทีเสวนา “หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” เพื่อผลักดันให้ประเด็นต่อต้านคอร์รัปชั่นเข้าสู่การรับรู้ของสังคมในวงกว้าง

ชง ป.ป.ท.-ป.ป.ช.ลดใช้ดุลพินิจ

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังได้เข้าพบประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเสนอแนวทางลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ เพิ่มการใช้เทคโนโลยี เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และกำหนดกติกาที่เท่าเทียม เพื่อให้การปฏิบัติราชการมีความโปร่งใสมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ขานรับแนวทางดังกล่าว โดยปรับการทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงาน เปิดช่องทางสื่อสารและรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย รวมถึงประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าคดีสำคัญให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

ดร.พจน์ กล่าวว่า การรวมตัวของเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นในครั้งนี้ถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่และอาจเป็นครั้งสำคัญที่สุด หากภาคเอกชนไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง อาจไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งต้องเร่งขับเคลื่อนเพื่ออย่างน้อยช่วยชะลอปัญหาคอร์รัปชันที่ส่งผลต่อสังคม เศรษฐกิจ และทัศนคติของคนรุ่นใหม่

“ปัญหาคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการเจรจาทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วม OECD หรือการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ ดังนั้น หากไทยไม่เร่งจัดการปัญหานี้ ก็อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต“