วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม 2569

Login
Login

DNA ชี้ชัด “ปลาหมอคางดำ” ระบาดไทย เกิดจากการนำเข้าหลายครั้ง

DNA ชี้ชัด “ปลาหมอคางดำ” ระบาดไทย เกิดจากการนำเข้าหลายครั้ง

วิจัย DNA พบปลาหมอคางดำไทยมีพันธุกรรม 19 แบบ ชี้ชัดนำเข้าหลายครั้งจากแอฟริกาไม่ใช่ครั้งเดียว พบมนุษย์ช่วยเคลื่อนย้ายจนระบาดหนัก และข้อมูลส่งออกนับแสนตัวช่วงปี 56-59

บทความโดย : นราวิชญ์ ธรรมโชติ นักวิชาการอิสระ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยรับรู้ว่า  “ปลาหมอคางดำ” หรือ Blackchin Tilapia เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เริ่มต้นจากการนำเข้าเพื่อการวิจัย ก่อนหลุดรอดลงสู่ธรรมชาติและแพร่ระบาดในหลายจังหวัดของประเทศ แต่ล่าสุด งานวิจัยด้านพันธุกรรมกลับกำลังเปลี่ยนความเข้าใจเดิมทั้งหมด เพราะหลักฐาน DNA ชี้ว่า ปลาชนิดนี้อาจไม่ได้เข้ามาในไทยเพียงครั้งเดียว

DNA ชี้ชัด “ปลาหมอคางดำ” ระบาดไทย เกิดจากการนำเข้าหลายครั้ง

 งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ Aquaculture Reports โดยนักวิจัยจากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตรวจวิเคราะห์ DNA ของปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในประเทศไทยจำนวน 466 ตัวอย่าง จากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบต้นกำเนิดทางพันธุกรรมอย่างละเอียด

 ผลการศึกษาพบว่า ปลาหมอคางดำในไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงถึง 19 รูปแบบ หรือ “ฮาพโลไทป์” ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญอย่างมาก เพราะหากปลาทั้งหมดมาจากการนำเข้าเพียงครั้งเดียว ก็ควรมีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกันมากกว่านี้ แต่สิ่งที่พบกลับตรงกันข้ามปลาที่พบในจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นการระบาดในไทย กลับมีพันธุกรรมใกล้เคียงกับปลาจากทั้งกานา โกตดิวัวร์ และแหล่งกำเนิดอื่นในแอฟริกาตะวันตก ขณะที่ปลาจากสุราษฎร์ธานีกลับมีความใกล้เคียงกับประชากรปลาในกานา โตโก และเบนิน ส่วนปลาจากประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี ก็มีรหัสพันธุกรรมอีกลักษณะหนึ่งที่แตกต่างออกไป

DNA ชี้ชัด “ปลาหมอคางดำ” ระบาดไทย เกิดจากการนำเข้าหลายครั้ง DNA ชี้ชัด “ปลาหมอคางดำ” ระบาดไทย เกิดจากการนำเข้าหลายครั้ง

 ข้อมูลเหล่านี้ทำให้งานวิจัยสรุปอย่างชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำในประเทศไทย “เกิดจากการนำเข้าหลายครั้ง” หรือ multiple introductions จากหลายแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์ ไม่ใช่การนำเข้าเพียงครั้งเดียวอย่างที่สังคมเคยเข้าใจ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบหลักฐานสำคัญอีกประเด็น คือ “การเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์” เพราะปลาที่มีพันธุกรรมเดียวกับที่พบในสมุทรสงคราม กลับไปปรากฏในจังหวัดห่างไกล ทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี รวมถึงภาคใต้ เช่น ชุมพร นครศรีธรรมราช และสงขลา ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่ปลาจะว่ายน้ำกระจายตัวเองไปได้ไกลเช่นนั้นตามธรรมชาติ นั่นหมายความว่า มนุษย์อาจเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปลาชนิดนี้แพร่ระบาดรวดเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายเพื่อเพาะเลี้ยง การค้า หรือการปล่อยลงแหล่งน้ำ

 เมื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลในอดีต ยิ่งทำให้เกิดคำถามสำคัญ เพราะประเทศไทยเคยมีข้อมูลการ “ส่งออก” ปลาหมอคางดำไปยังต่างประเทศถึง 17 ประเทศ มากกว่า 3 แสนตัว ในช่วงปี 2556–2559 ผ่านการส่งออกกว่า 212 ครั้ง ทั้งที่ข้อมูลสาธารณะรับรู้เพียงว่ามีการนำเข้าเพื่อการวิจัยอย่างถูกกฎหมายในปี 2553 คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ปลาจำนวนมหาศาลเหล่านี้มาจากที่ใด มีการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ในประเทศมาก่อนหรือไม่ และอาจมี “การลักลอบนำเข้า” เกิดขึ้นหลายครั้งหรือเปล่า

 ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะแหล่งข่าวจากวงการปลาสวยงามระบุว่า Blackchin Tilapia ถูกจัดอยู่ในกลุ่มปลาน้ำจืด Exotic Freshwater Fish ที่มีตลาดในต่างประเทศ ทั้งในฐานะปลาสวยงามและปลาบริโภคเชิงงานอดิเรก ทำให้ปลาชนิดนี้มีมูลค่าทางการค้าและสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกได้จริง ดังนั้น การตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการลักลอบนำเข้าหรือเพาะเลี้ยงเพิ่มเติม จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง โดยเฉพาะเมื่อผล DNA ชี้ชัดว่าปลาในไทยไม่ได้มีต้นกำเนิดจากสายพันธุ์เดียว

DNA ชี้ชัด “ปลาหมอคางดำ” ระบาดไทย เกิดจากการนำเข้าหลายครั้ง

 ในความเป็นจริง ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย หลายประเทศทั่วโลกเคยเผชิญสถานการณ์คล้ายกันมาก่อน โดยงานวิจัยนานาชาติระบุว่า การแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้มักเกิดจากหลายช่องทางร่วมกัน ทั้งธุรกิจปลาสวยงาม การเพาะเลี้ยง และการหลุดหรือปล่อยลงธรรมชาติ

 สหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์ มีหลักฐานชัดว่าปัญหาเริ่มจากธุรกิจปลาสวยงาม ขณะที่ไต้หวัน มาเลเซีย และออสเตรเลีย มักเกี่ยวข้องกับระบบเพาะเลี้ยงและการหลุดจากฟาร์ม ซึ่งสะท้อนว่า ประเทศไทยเองก็อาจมีความซับซ้อนในลักษณะเดียวกัน

 สิ่งที่น่ากังวลคือ ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำที่ปรับตัวเก่ง ทนได้ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ขยายพันธุ์เร็ว โตไว และแย่งอาหารจากสัตว์น้ำท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงชาวประมงพื้นบ้านในหลายพื้นที่

 อย่างไรก็ตาม หลายประเทศพิสูจน์แล้วว่า ปัญหานี้สามารถควบคุมได้ หากมีมาตรการที่จริงจังและต่อเนื่อง เช่น การจับปลาออกจากแหล่งน้ำ การห้ามเพาะเลี้ยงหรือเคลื่อนย้าย การเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชนไม่ให้ปล่อยสัตว์น้ำลงธรรมชาติ บางประเทศยังใช้แนวทาง “เปลี่ยนปัญหาเป็นมูลค่า” ด้วยการส่งเสริมการบริโภคและแปรรูป เพื่อลดจำนวนปลาในธรรมชาติ ซึ่งเริ่มมีการพูดถึงมากขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน

 ท้ายที่สุด บทเรียนจากปลาหมอคางดำอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของปลาเพียงชนิดเดียว แต่กำลังสะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นของไทย ว่ายังมีช่องโหว่และขาดระบบติดตามที่เข้มแข็งเพียงพอ

 สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือการใช้ “ข้อมูลวิทยาศาสตร์” เป็นฐานในการแก้ปัญหา มากกว่าการตัดสินจากความเชื่อหรือการมุ่งหาผู้รับผิดเพียงรายเดียว เพราะผลวิจัย DNA กำลังบอกกับสังคมอย่างชัดเจนว่า เรื่องราวของปลาหมอคางดำในไทย อาจซับซ้อนกว่าที่เคยเข้าใจกันมาตลอด และหากประเทศไทยไม่เรียนรู้จากบทเรียนครั้งนี้ ก็อาจต้องเผชิญปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานรูปแบบใหม่ซ้ำอีกในอนาคต