ท่ามกลางความร้อนระอุของสงครามเทคโนโลยีและแรงกดดันของภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของซัพพลายเชนอุตสาหกรรมดิจิทัลและเอไอเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยประกาศความตั้งใจมุ่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ด้วยการก้าวเข้าสู่สมรภูมิอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่างเต็มตัว
โดยมีการเดินหน้าผลักดันร่างยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิส์ขั้นสูงแห่งชาติ ตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ภายใน 25 ปี เพื่อยกระดับสู่การผลิต “ชิปเมดอินไทยแลนด์” รวมทั้งพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค
ดันแผนชิปแห่งชาติเริ่มใช้ปีนี้
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยความคืบหน้าของการจัดทำแผนดังกล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้มีการพิจารณาร่างฉบับแรกของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ฯ ไปแล้วก่อนที่จะมีเหตุการณ์ยุบสภา ซึ่งบอร์ดมีความเห็นให้กลับไปพิจารณาปรับแก้เพิ่มเติมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมทั้งจะจัดทำแผนปฏิบัติการมาเสนออีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไป
“โดยกระบวนการในขณะนี้ อยู่ระหว่างการเสนอแต่งตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ชุดใหม่ หลังจากที่บอร์ดชุดเดิมสิ้นสุดไปพร้อมรัฐบาลก่อน เบื้องต้นคาดว่าแผนฉบับสมบูรณ์จะมีผลใช้บังคับ ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้”
ถอดบทเรียนสร้างวิศวกรท็อปยูสหรัฐ
กวนผิง ลี ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ (UCI) กล่าวว่า เวลานี้เป็นจังหวะเวลาที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญและเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุดในการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์ในยุคศตวรรษที่ 21
โดยโมเดลการลงทุนสำหรับประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรเริ่มต้นด้วยการทุ่มทุนมหาศาลเพื่อคิดค้นนวัตกรรมใหม่ตั้งแต่ศูนย์ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง แต่ให้เลือกเจาะตลาดในเทคโนโลยีที่เริ่มอิ่มตัวและบริษัทเก่าเริ่มถอนตัวออกไป
จากนั้นจึงใช้นวัตกรรมที่มีการนำไปใช้งานจริง เพื่อขยายขนาดและรักษากำไรด้วยต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่า เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตและแข็งแกร่งแล้ว จึงค่อยขยับไปสร้างนวัตกรรมใหม่ในภายหลัง
ทั้งนี้ การสร้างอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ช่วยเหลือแค่คนกลุ่มเล็กๆ แต่คือการสร้างระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจได้สูงถึง 3 เท่าของรายได้ที่สร้างได้ และจะนำมาซึ่งการจ้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงตั้งแต่ระดับวิศวกรไปจนถึงพนักงานสายสนับสนุนต่างๆ
“ในสภาวะที่ทรัพยากรของประเทศมีจำกัด รัฐบาลไม่ควรกระจายงบประมาณไปทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม แต่ต้องกล้าตัดสินใจเลือกลงทุนแบบมุ่งเป้าโดยโฟกัสที่มีศักยภาพสูงสุด เมื่อประชาชนและภาคเอกชนเห็นภาพความสำเร็จที่จับต้องได้ จะเกิดความเชื่อมั่นซึ่งจะเป็นแรงจูงใจที่จะผลักดันอุตสาหกรรมในภาพรวมให้เติบโตตามมา”
ผลิตแรงงานให้โตเป็นผู้ประกอบการ
ในมุมมองของสถาบันการศึกษาที่กำลังพัฒนาบุคคลากรให้ตอบโจทย์สำหรับอุตสาหกรรม ต้องมองว่านักศึกษาคือผลผลิตที่จะตอบแทนกลับมาเป็นผลกำไรในอนาคต ต้องมุ่งสร้างทักษะให้พวกเขา โดยสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การสอนเนื้อหา แต่คือการสอนกระบวนการเรียนรู้ และแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)
“แน่นอนว่าการผลิตบุคคลากรที่มีคุณภาพมีต้นทุนสูง โมเดลที่มหาวิทยาลัยของเราใช้คือดึงภาคเอกชนเข้ามาลงทุน โดยการให้ทุนวิจัยเพื่อแลกกับการให้มหาวิทยาลัยช่วยแก้ปัญหาให้บริษัท ซึ่งสุดท้ายแล้วนำไปสู่การบริจาคเงินจำนวนมหาศาลกลับคืนสู่มหาวิทยาลัยในระยะยาว”
มาร์ค บาคแมน ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัปสายเทคโนโลยีสายดีปเทค กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้รอดพ้นจากความล้มเหลวคือ การหาลูกค้าให้เจอก่อน เทคโนโลยีไม่ควรเกิดจากการพยายามยัดเยียดให้ตลาด แต่ต้องเกิดจากความต้องการที่จะแก้ปัญหาที่แท้จริง หากไม่มีลูกค้า ก็ไม่มีเงินทุน และการรับจ้างทำวิจัยไปเรื่อยๆ เพื่อประคองตัว ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืน
เวียดนามรุกสร้างเทคโนโลยีเอง
ซุย-เหียว บุย ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์เชิงรุกของรัฐบาลเวียดนาม ตั้งเป้าผลิตวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์ให้ได้ถึง 50,000 คน ภายในปี 2030 แบ่งเป็นนักออกแบบชิป 15,000 คน และวิศวกรด้านการผลิตและแพ็กเกจ 35,000 คน
ทั้งนี้ กุญแจสำคัญคือการทำงานร่วมกันผ่าน ศูนย์นวัตกรรมแห่งชาติ (National Innovation Center - NIC) ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Synopsys, ARM, Marvell และ Intel
นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามยังลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง เช่น การเตรียมสร้างโรงงานผลิตเวเฟอร์ (Wafer Fab) ระดับ 32 นาโนเมตร กำลังการผลิต 5,000 แผ่นต่อเดือน โดยบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติอย่าง Viettel ตลอดจนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถไว้ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความกดดันภูมิรัฐศาสตร์เวียดนามกำลังเผชิญความท้าทายจากสงครามเศรษฐกิจ แม้จะได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน แต่การที่สหรัฐตั้งกำแพงภาษีและเพ่งเล็งสินค้าที่มีต้นทางวัตถุดิบจากจีนนั้น ก็สร้างความยากลำบากอย่างมาก ซึ่งในอดีตเวียดนามเคยถูกคว่ำบาตรทางเทคโนโลยี (Embargo) ดังนั้นรัฐบาลเวียดนามจึงแก้เกมความเสี่ยงนี้ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมในประเทศเพื่อสร้างอิสรภาพในการพึ่งพาตนเองในระดับหนึ่ง
อรุณฉัตร ฉัตรชัยกาญจน์ จากบริษัท Lancelot IC and System ประเทศไทย ได้ดึงภาพกลับมาสู่ความเป็นจริงในโลกธุรกิจว่า ปัจจุบันไทยเป็นเพียงพื้นที่สำรอง (Backup site) ให้กับบริษัทข้ามชาติ แต่ในอนาคตเราจะสามารถพึ่งพาตนเองและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้หรือไม่
ดังนั้นประเทศไทยไม่ควรเลือกวิธีแข่งขันแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” กับบริษัทยักษ์ใหญ่ เพราะมีโอกาสพ่ายแพ้สูง โดยกลยุทธ์ที่ไทยควรใช้คือการสร้างพันธมิตรและส่งเสริมซึ่งกันและกันแทนการแข่งขันโดยตรง ทั้งนี้ มองว่าโรดแมปของไทยที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่ม Power connector, เซ็นเซอร์ และอุปกรณ์เฉพาะทาง เป็นทิศทางที่ถูกต้อง

