วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ ปลื้ม 'R&I' คงเรตติ้งไทย ‘ระดับ A-’ ชี้ทุนสำรองไทยแกร่ง-ชื่นชม ’Thailand 10 Plus‘

‘เอกนิติ’ ปลื้ม 'R&I' คงเรตติ้งไทย ‘ระดับ A-’ ชี้ทุนสำรองไทยแกร่ง-ชื่นชม ’Thailand 10 Plus‘

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงสถานะความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทย ล่าสุดว่า สถาบันจัดอันดับความเชื่อถือ R&I (Rating and Investment Information) ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศยืนยันอันดับความเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ A- พร้อมคงมุมมองความเชื่อถือในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา

นายเอกนิติกล่าวว่า ปัจจัยบวกสำคัญที่ทำให้ R&I ให้ความเชื่อมั่นแก่ประเทศไทย คือการที่รัฐบาลได้ประกาศและเริ่มดำเนินนโยบาย Thailand 10 Plus ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาใน 10 ด้านหลัก เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next Generation Industry) โดยเฉพาะในกลุ่ม AI และ EV ซึ่งจะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ นายเอกนิติยังระบุถึงความแข็งแกร่งด้านวินัยการคลังว่า R&I ยอมรับในแผนการจัดการทางการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ของรัฐบาล ที่ตั้งเป้าจะลดการขาดดุลการคลังให้ต่ำกว่า 3% แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ประมาณ 64% แต่ทางสถาบันฯ มีความกังวลน้อยมากเกี่ยวกับการจัดหาเงินกู้ของรัฐบาล (Government Financing)

เนื่องจากโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่ของไทยเป็นหนี้ในประเทศ (Domestic Debt)  ประกอบกับไทยยังมีฐานะด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล ระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง และการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงข้อเสนอแนะของ R&I ในประเด็นเรื่องการปฏิรูปเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว เช่น การลดภาระกองทุนน้ำมันและการพิจารณาเรื่องปฏิรูปภาษี เพื่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว 

โดยในเรื่องของภาษีนั้นรัฐบาลขอยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายที่จะดำเนินการดังกล่าว เนื่องจากเราตระหนักและเห็นใจประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ รัฐบาลจะยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือประชาชนและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่กันไป

“การที่สถาบันจัดอันดับความเชื่อถือระดับโลกยังคงเชื่อมั่นในประเทศไทย เป็นเครื่องยืนยันว่านโยบายการปรับโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและการบริหารจัดการการเงินการคลังของรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว แม้จะอยู่ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางก็ตาม” นายเอกนิติ กล่าว 

โดยในวันนี้ (15 พ.ค.) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Rating and Investment Information, Inc. (R&I) ได้เผยแพร่รายงานบนเว็บไซต์ ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ และสกุลเงินในประเทศไว้ที่ระดับ 'A-' พร้อมคงมุมมองความน่าเชื่อถือในระยะปานกลาง (Rating Outlook) ที่ระดับ 'มีเสถียรภาพ' (Stable) และคงอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศที่ระดับ 'a-1'

ทุนสำรองแกร่ง ดุลพัดสะพัดเกินดุล 

ในรายงานระบุว่า ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประชากรราว 65 ล้านคน มีระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการผลิตที่แข็งแกร่ง เช่น อิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ และส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะของรัฐบาลขยับตัวสูงขึ้น แต่ R&I ประเมินว่าหนี้สาธารณะจะยังคงอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับอันดับความน่าเชื่อถือในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังคงเกินดุลอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และรายได้จากการท่องเที่ยว ในขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงไหลเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงเพียงพอต่อการรองรับหนี้ต่างประเทศ ส่งผลให้สถานะทางการเงินระหว่างประเทศ ยังคงแข็งแกร่ง หนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำเพียง 35% ของ GDP ทำให้ความกังวลด้านสภาพคล่องต่างประเทศมีอยู่อย่างจำกัด

ห่วงหนี้ครัวเรือนและวิกฤติพลังงาน 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP per capita) จะแตะระดับประมาณ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ R&I ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีสาเหตุมาจากโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุ ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นระยะ 

โดยในปี 2568 GDP ที่แท้จริงเติบโตเพียง 2.4% ชะลอตัวลงเล็กน้อยจาก 2.9% ในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี การส่งออกไปยังสหรัฐ และการเกินดุลการค้ากับสหรัฐกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐก็ตาม

นอกจากนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2569 วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากไทยต้องพึ่งพาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมนำเข้าจากตะวันออกกลางถึงเกือบ 60% ของความต้องการใช้ในประเทศ การเป็นสังคมที่พึ่งพารถยนต์สูงทำให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานกินสัดส่วนที่ใหญ่มากในรายจ่ายของครัวเรือน เมื่อผนวกกับภาระหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเกือบ 90% ของ GDP ยิ่งทำให้ผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นไปซ้ำเติมการบริโภคภายในประเทศอย่างรุนแรง 

โดยทั้งรัฐบาลและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่แท้จริงในปี 2569 ไว้ที่เพียง 1.6% และ 1.5% ตามลำดับ

นโยบายรัฐบาล และข้อจำกัดทางการคลัง 

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดตัวนโยบาย "ไทยแลนด์ 10 พลัส" (Thailand 10 Plus) ซึ่งครอบคลุม 10 ด้าน โดยตั้งเป้าผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้อย่างน้อย 3% ผ่านการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) ของไทยกลับมีจำกัด เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงวิกฤติ COVID-19 โดยแตะระดับ 64.7% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 โดยรัฐบาลยังคงรักษาแผนการคลังระยะปานกลางที่จะลดการขาดดุลการคลังให้อยู่ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2572 เพื่อให้เป็นไปตามเพดานหนี้สาธารณะตามกฎหมายที่ 70% ของ GDP แต่ข้อดีคือพันธบัตรรัฐบาลส่วนใหญ่ถือครองโดยนักลงทุนในประเทศ จึงมีความกังวลน้อยมากในเรื่องการระดมทุนของรัฐบาล

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง รัฐบาลได้ออกมาตรการฉุกเฉินชุดใหญ่ในเดือนพฤษภาคม 2569 แต่ขนาดของมาตรการถูกจำกัดไว้เพื่อรักษาระดับหนี้สาธารณะไม่ให้เกินเพดาน R&I ระบุว่า หากสถานการณ์นี้ยืดเยื้อ รัฐบาลอาจจำเป็นต้องพิจารณาการปฏิรูปที่มีความท้าทายทางการเมือง เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง เช่น การทบทวนรายจ่ายขนานใหญ่ การเปลี่ยนแปลงกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

จับตาการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ 

ในช่วงท้ายของรายงาน R&I ได้หยิบยกประเด็นที่น่าจับตามอง คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทย กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัว โดยปริมาณการผลิตและการส่งออกในปี 2569 ลดลงต่ำกว่า 1.5 ล้านคัน และ 1 ล้านคัน ตามลำดับ

R&I จะยังคงติดตามความคืบหน้าของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ (Next-generation industries) อย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสถานะทางเศรษฐกิจต่างประเทศที่แข็งแกร่งของไทยในระยะกลางต่อไป