ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุนครั้งใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้น นิคมอุตสาหกรรมไทย กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากฐานการผลิตดั้งเดิมสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และ AI Infrastructure ซึ่งกำลังกลายเป็นคลื่นลงทุนลูกใหม่ที่ทั่วโลกจับตา
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในยุคใหม่ไม่ได้วัดกันเพียงต้นทุนแรงงานหรือสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องตอบโจทย์นักลงทุนระดับโลกได้อย่างครบวงจร โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติที่ให้ความสำคัญกับเป้าหมาย ESG และ Net Zero
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องเร่งพัฒนาโครงข่ายดิจิทัล ระบบสาธารณูปโภค การบริหารจัดการน้ำ บุคลากรทักษะสูง รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ เพื่อยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้พร้อมรองรับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
จากแรงหนุนดังกล่าว ทำให้การลงทุนในไทยช่วงไตรมาสแรกปี 2569 พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะกลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งสะท้อนว่าไทยกำลังอยู่ในจังหวะสำคัญของคลื่นการลงทุนลูกที่ 3 ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และพลังงานสะอาด
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอระชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ อยากฝากข้อเสนอถึงรัฐบาลใน 2 ประเด็นหลักคือ
1. พลังงาน (Energy Transition) รัฐบาลต้องเร่งผลักดัน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ให้ชัดเจน โดยเฉพาะการนำพลังงานสะอาดมาใช้มากขึ้น เช่น โซลาร์เซลล์ และการพิจารณาพลังงานทางเลือกใหม่อย่าง SMR (Small Modular Reactor) เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050, เนื่องจากอุตสาหกรรม Data Center และโรงงานยุคใหม่ต้องการไฟฟ้าที่เสถียรและสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง
2. การบริหารจัดการน้ำ (Water Management) เสนอให้ใช้ระบบ Digital Dashboard ในการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ เพื่อป้องกันปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก รวมถึงการนำนวัตกรรมมาใช้ เช่น การทำน้ำทะเลเป็นน้ำจืด (Desalination) และการรีไซเคิลน้ำเสียกลับมาเป็นน้ำเกรดพรีเมียมเพื่อเพิ่มมูลค่า
ยกระดับ "คน" สู่ High-Skill แรงงานขั้นต่ำไม่ใช่คำตอบ
ในส่วนของภาคแรงงาน นางสาวจรีพร กล่าวว่า ไทยได้ก้าวข้ามยุคแรงงานราคาถูกไปแล้ว ปัจจุบันในนิคมอุตสาหกรรมของ WHA มีการจ้างงานกว่า 400,000 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีทักษะ (Skilled Workforce) เช่น ช่างเทคนิคและวิศวกร
“เราต้องหยุดมองแค่การปรับค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องมุ่งไปที่การ Upskill และ Reskill แรงงานเดิมที่มีอยู่ในตลาดมหาศาล รวมถึงการปรับหลักสูตรมหาวิทยาลัยให้ทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม (Work-integrated Learning)” นางสาวจรีพรกล่าว
พร้อมเสนอให้มีการนำเข้าแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ (High-level Talent) ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว
WHA กับเป้าหมาย "Shaping the Future"
นางสาวจรีพร กล่าวถึงเป้าหมายของ WHA Group ในอีก 10 ปีข้างหน้าว่า ต้องการสร้าง "Legacy" ให้กับสังคมไทย ผ่านสัญลักษณ์ของความเจริญ โดย WHA จะไม่เข้าไปลงทุนในที่ที่เจริญอยู่แล้ว แต่จะมุ่งพัฒนาพื้นที่ที่ยังไม่มีความเจริญให้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย สร้างงาน และสร้างรายได้ให้กับประเทศ
“เราอยู่ตรงนี้มา 30 ปี เราเห็นการเปลี่ยนแปลงมาตลอด และเราพร้อมจะเป็นด่านหน้าในการดึงการลงทุน เพื่อเปลี่ยนอนาคตของประเทศไทยให้ดีขึ้น” นางสาวจรีพร กล่าว
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และความท้าทายในระดับโครงสร้าง โดยมองว่าท่ามกลางวิกฤตินี้คือ โอกาสทองของประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของการลงทุน (Investment Destination) ที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหา
เบื้องลึก “สงครามมหาอำนาจ” จุดเปลี่ยนฐานการผลิตโลก
นางสาวจรีพร วิเคราะห์ว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย โดยมีการส่งสัญญาณมาตั้งแต่ช่วงปี 2021-2022 ผ่านการเปลี่ยนแปลงของอำนาจมหาอำนาจโลก ซึ่งส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่ (New World Order) และนำไปสู่สงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยี
“พี่อ่านหนังสือ The Changing World Order ของ Ray Dalio มาตั้งแต่ปี 2021 และกลับมาอ่านอีกรอบในปี 2024 เพื่อทำความเข้าใจว่าใครจะเป็นเบอร์ 1 ของโลกคนต่อไป ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ ซึ่งประเทศไทยต้องวางตัวเป็นเซฟโซน (Safe Zone) เพื่อรองรับการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนที่ต้องการความมั่นคง"
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในปีที่ผ่านมา ตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในไทยพุ่งสูงถึง 1.33 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีตัวเลขอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนในไทยมีการเปลี่ยนผ่านสู่ New Economy อย่างชัดเจน ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ไทยมีห่วงโซ่อุปทานแข็งแกร่ง, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำ (PCB) ที่ย้ายฐานมาจากไต้หวัน และกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง
6 เทรนด์เปลี่ยนอนาคตไทย สู่ศูนย์กลาง AI-High Value
นางสาวจรีพร เสนอแนวทางในการเปลี่ยนอนาคตประเทศไทย (Change the Future) ผ่าน 6 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ได้แก่
1. Global Food Innovation การต่อยอดจากฐานการเกษตรเดิมไปสู่การผลิตอาหารมูลค่าสูงและเทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-tech)
2. Health & Wellness การมุ่งเน้น High Value Experience และการป้องกันโรค (Prevention) แทนการรักษาเพียงอย่างเดียว เพื่อดึงดูดกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงให้เข้ามาใช้ชีวิตในไทย
3. Supply Chain Hub การสร้างระบบโลจิสติกส์ที่ชาญฉลาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Smart & Green Logistics)
4. Data Center & AI Infrastructure การเป็นฐานรองรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันมีเม็ดเงินจ่อลงทุนในกลุ่ม Data Center อย่างเดียวเกือบ 1 ล้านล้านบาท
5. AI User Hub การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
6. Financial Evolution การปรับเปลี่ยนภาคการเงินเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล
Data Center ขุมทรัพย์ล้านล้าน ความเชื่อมั่นที่กินไม่ได้แต่ต้องมี
ประเด็นที่น่าสนใจคือเม็ดเงินลงทุนในกลุ่ม Data Center ที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างมหาศาล โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีตัวเลขการลงทุนรวมกันเกือบ 1 ล้านล้านบาท นี่คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Infrastructure) ที่จะต่อยอดไปสู่การเป็น AI Hub ของภูมิภาค
"ถ้าไม่มีเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท พี่ก็ไม่กล้าพูดว่าเราจะเป็น AI Hub ได้ แต่ในเมื่อโครงสร้างพื้นฐานมาแล้ว เราต้องต่อยอดให้ได้ ซึ่งไทยไม่ได้แพ้สิงคโปร์ในแง่ของทำเลที่ตั้ง แต่ต้องเร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน"

