วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ชง กพอ. 20 พ.ค.นี้ ปลุกลงทุน EEC ดันสิทธิประโยชน์ 5 คลัสเตอร์

ชง กพอ. 20 พ.ค.นี้ ปลุกลงทุน EEC ดันสิทธิประโยชน์ 5 คลัสเตอร์

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อยู่ช่วยรอยต่อสำคัญหลังจากมีการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม รวมถึงพัฒนาพื้นที่ลงทุนในรูปแบบเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” โดยระบุว่า วันที่ 20 พ.ค.2569 จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) นัดแรกของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม

ทั้งนี้ สกพอ.ได้เตรียมเสนอที่ประชุมพิจารณาวาระสำคัญ ประกอบด้วย 

1.การจัดทำสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561

2.การเสนอขออนุมัติเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ EEC จังหวัดที่ 4 เพิ่มจากฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมใหม่ 

3.เสนอการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการรัฐ (PPP) เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti)

ชง กพอ.เคาะสิทธิประโยชน์ลงทุน

รายงานข่าวจาก สกพอ.ระบุว่า การพิจารณาจัดทำสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จะเป็นเครื่องมือจูงใจการลงทุนเพิ่มขึ้น โดย สกพอ.ศึกษาข้อกำหนดพิจารณาสิทธิประโยชน์สูงสุดกับกิจการที่เกิดประโยชน์กับการพัฒนาประเทศมากที่สุด 

ทั้งนี้ อาจเป็นการส่งเสริมลงทุน 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย การแพทย์ ดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) และภาคบริการ นอกจากนี้มีปัจจัยพิจารณา 4 มิติ ประกอบด้วย

1.ด้านยุทธศาสตร์ ต้องพัฒนาต้องบุกเบิกกิจการในอุตสาหกรรมไทย ก่อให้เกิดความสำคัญของกิจการต่อห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเป้าหมาย

2.ด้านเศรษฐกิจ ต้องมีแผนการลงทุน กำหนดเวลาเริ่มประกอบกิจการชัดเจน รวมทั้งเกิดมูลค่าการลงทุนจริงในพื้นที่ มีเทคโนโลยี และแผนถ่ายทอดองค์ความรู้

3.ด้านสิ่งแวดล้อม ต้องก่อให้เกิดความยั่งยืนของการดำเนินกิจการ สร้างการมีส่วนร่วมลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

4.ด้านสังคม ต้องสร้างมีส่วนร่วมพัฒนา และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่ ซึ่งหากกิจการที่ยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เข้าข่ายข้อกำหนดเหล่านี้มากที่สุดจะได้รับการพิจารณาสิทธิประโยชน์สูงสุด

สำหรับการจัดทำสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หาก กพอ.ให้ความเห็นชอบจะหารือกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับการกำหนดสิทธิประโยชน์การลงทุนครอบคลุมภาษีอากรที่ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 15 ปี 

รวมทั้งได้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เกิน 50% ของอัตราปกติ สูงสุด 10 ปี และยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีศุลกากร และสิทธิประโยชน์เช่นเดียวเขตปลอดอากร คลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตประกอบการเสรี

หาเอกชนลงทุน “เมืองใหม่น่าอยู่”

ส่วนการตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะจะให้เอกชนมาร่วมลงทุน PPP โดยประกาศเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษประเภทเพื่อกิจการพิเศษ ระยะที่ 1 ประมาณ 5,795 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 14,619 ไร่ ในตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มูลค่าลงทุน 534,985 ล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อผลักดันลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และกิจกรรมเกี่ยวเนื่อง ได้แก่ การแพทย์ และสุขภาพครบวงจร การพัฒนาบุคลากร และการศึกษา ดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ การแปรรูปอาหาร การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และเชิงสุขภาพ

รวมทั้งเป็นที่ตั้งศูนย์สำนักงานใหญ่ภูมิภาค และศูนย์ราชการสำคัญ ศูนย์บริการทางการเงิน ศูนย์ธุรกิจเฉพาะด้าน และบริการอื่นๆ กิจการพาณิชยกรรม และที่อยู่อาศัย โดยรองรับคนอยู่อาศัยได้ 350,000 คน สร้างงานทางตรงไม่น้อยกว่า 200,000 ตำแหน่ง สร้างแรงงานทักษะสูง มีรายได้สูงขึ้น เกิดมูลค่าการจ้างงาน 1.2 ล้านล้านบาท

“ปราจีนบุรี” จังหวัดที่ 4 ของ EEC

นอกจากนี้ สกพอ.ได้ศึกษาถึงความเหมาะสม และศักยภาพพื้นที่ปราจีนบุรี ในการขยายเป็นพื้นที่ EEC ครอบคลุมทุกมิติศักยภาพ โอกาส และการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงศึกษาความต้องการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และผลกระทบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ การขยายพื้นที่ครอบคลุมปราจีนบุรีจะเป็นการปรับเปลี่ยนการลงทุนสู่อุตสาหกรรมใหม่สีเขียว โดยเฉพาะภาคบริการ เช่น บริการที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ สุขภาพ การแพทย์ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

สำหรับการดำเนินการจะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เพิ่มเติม) เพื่อเสนอ กพอ.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ

รายงานคืบหน้าแก้สัญญาไฮสปีด

ขณะที่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมคาดว่าจะรายงานความคืบหน้า อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ซึ่งปัจจุบันอยู่ขั้นตอนอัยการสูงสุดพิจารณาร่างสัญญาฉบับใหม่ 

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 มีประชุมร่วม 3 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ประกอบด้วย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สกพอ.และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) หลังกระทรวงคมนาคมไม่แก้สัญญา โดยเฉพาะในหลักการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจ่ายเงินสนับสนุนจากรัฐ และหากเอกชนเดินหน้าต่อไม่ไหวจะเสนอเลิกสัญญาได้

สำหรับการหารือดังกล่าวทั้ง 3 ฝ่ายรับทราบปัญหา และแจ้งต่อเอกชนคู่สัญญาถึงเงื่อนไขที่จะตามมาหากยกเลิกสัญญา อีกทั้งหากยกเลิกสัญญาโครงการจำเป็นต้องเปิดประมูลใหม่ และทำให้ภาครัฐต้องเสียโอกาสมากขึ้น ซึ่งเอกชนคู่สัญญาขอกลับไปพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้ และจะเร่งเสนอเพิ่มเติม

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ยืนยันไม่แก้สัญญาร่วมลงทุน โดยเฉพาะหลักการ และเงื่อนไขที่ปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินค่าร่วมลงทุนของรัฐจากเดิมที่จ่ายเมื่อก่อสร้างเสร็จ และเปิดเดินรถ

ขณะที่ร่างสัญญาแก้ไขระบุว่าภาครัฐจะปรับรูปแบบสร้างไปจ่ายไปตามงวดงาน ดังนั้นหากเอกชนประเมินสถานการณ์ปัจจุบันมีปัจจัยสงคราม ราคาน้ำมัน ค่าวัสดุ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการ และเห็นว่าทำต่อไม่ไหวอยากขอยกเลิกสัญญาก็เสนอมาได้

แหล่งข่าวจาก สกพอ.ระบุว่า ปัญหาโครงการร่วมลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินอาจต้องใช้เวลาให้ทุกฝ่ายพิจารณาแนวทาง และหาทางออกเหมาะสมร่วมกัน โดยหากยกเลิก และประมูลใหม่จะทำให้ภาครัฐเสียโอกาสมาก เนื่องจากต้องประกวดราคาใหม่จะทำให้โครงการล่าช้าออกไป อีกทั้งมูลค่างานก่อสร้างต้องปรับเพิ่มขึ้น

“เอกนิติ” ชี้ไทยเป็นหลุมหลบภัย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ท่ามกลางวิกฤติยังมีโอกาสเพราะนักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาพื้นที่ปลอดภัย และมีความมั่นคง ซึ่งไทยตอบโจทย์ดังกล่าวสะท้อนขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไตรมาส 1 ปี 2569 สูงถึง 1 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ การลงทุนจะเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยระยะต่อไป โดยไตรมาส 1 ปี 2569 ข้อมูลการลงทุนจริงจากบีโอไอ รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เติบโตถึง 18% หรือมูลค่า 260,000 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนผ่านบีโอไอคิดเป็นสัดส่วน 25-30% ของการลงทุนภาคเอกชนทั้งหมด

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากนโยบาย “BOI Fast Pass” ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งโอกาสจากสถานการณ์โลกที่กำลังปั่นป่วนทำให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือ “หลุมหลบภัย” (Safe Haven) ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และซัปพลายเชนใหม่เข้ามา

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการปลดล็อกกฎกติกาเพื่อทำให้การลงทุนง่ายขึ้น และผลักดันให้เกิดการแปลงสถานะจากการแค่การสมัครขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้กลายเป็นการลงทุนจริง โดยคาดหวังว่าผลักดันให้ลงทุนจริงในปีนี้ 5-6% ของยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์