มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” เป็นอีก 1 วาระที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบทันทีหลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเน้น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569
สำหรับนโยบาย “โครงการรถเก่าแลกรถใหม่” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านประเทศ (Transition) ที่รัฐบาลต้องการช่วยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5
ที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง กำหนดเงื่อนไขเบื้องต้นของรถใหม่ไม่จำกัดสิทธิเฉพาะ EV แต่ครอบคลุมรถยนต์ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริดที่ผสมผสานระหว่างระบบไฟฟ้า และน้ำมัน รวมถึงกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยกำหนดเกณฑ์พิจารณาหลัก 2 ประการ คือ
1.) เป็นรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องโครงสร้างของกรมสรรพสามิตที่จัดเก็บภาษีตามปริมาณการปล่อยคาร์บอน
2.) เป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อเป็นการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศให้เติบโต
สำหรับรูปแบบการดำเนินนโยบายจะมีลักษณะเป็นโครงการปลายเปิดที่แบ่งการดำเนินการเป็นหลายระยะ โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิในรูปแบบใครมาก่อนได้ก่อน (First come, first served) เบื้องต้นจำกัดโควตานำร่อง 10,000-20,000 คัน และจำกัดระยะเวลาดำเนินโครงการ ทั้งนี้ สเกลของโครงการขึ้นกับกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย ว่า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่อาจติดขัดรายละเอียดที่อาจทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการได้ โดยขณะนี้ยังมีเวลา และได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตไปพิจารณาต่อ
ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่อยู่ระหว่างกรมสรรพสามิตจัดทำรายละเอียดโครงการ แต่ติดอุปสรรคหลายประเด็น
โดยเฉพาะการประเมินราคารถเก่าที่ทำได้ยาก เนื่องจากรถแต่ละคันมีสภาพ และมูลค่าแตกต่างกัน หากกำหนดราคากลาง เช่น 50,000-60,000 บาท อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ทั้งกรณีตีราคาต่ำเกินไปสำหรับรถสภาพดี หรือสูงเกินไปสำหรับรถที่มีมูลค่าน้อย
นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคในการกำหนดเกณฑ์เกี่ยวกับซากรถ เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่มีการแยกชิ้นส่วนรถทั้งคันอย่างชัดเจนว่าเป็นเศษเหล็กหรือชิ้นส่วนที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ทำให้การวางหลักเกณฑ์ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น เศษเหล็ก , แบตเตอรี่ เป็นต้น
“การกำหนดเกณฑ์ก็ยังเป็นเรื่องยาก เช่น กรณีรถเก่าที่สภาพยังดี กับรถที่เป็นซาก จะใช้เกณฑ์ราคาเดียวกันไม่ได้ จึงไม่ต้องการให้โครงการออกมาโดยขาดความชัดเจน ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม และอาจมีข้อเสนอใหม่ที่เหมาะสมกว่าการทำโครงการในรูปแบบเดิม” นายลวรณ กล่าว
แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่จะมีความซับซ้อนมากกว่ามาตรการสนับสนุนการขายรถที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ เช่น มาตรการรถคันแรก รวมถึงมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 เพราะมีตัวแปรที่สำคัญอยู่ที่รถเก่าที่ยังมีมูลค่าในตัวรถ ต้องดูการสนับสนุนภาครัฐมีแรงจูงใจให้คนยอมทิ้งรถเก่ามากน้อยแค่ไหน รวมทั้งการตีราคา และแนวทางจัดการกับซากรถเก่า
สำหรับเงื่อนไขสำคัญของโครงการรถเก่าแลกรถใหม่อยู่ที่การกำหนดอายุรถยนต์ควรอยู่ที่เท่าใดจึงเหมาะสม ซึ่งไทยมีประชากรรถยนต์จำนวนมาก และมีปริมาณรถเก่าจำนวนมาก โดยคาดรถอายุมากกว่า 20 ปี มี 2 ล้านคันเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินใกล้เคียงกัน ซึ่งจะจัดการรถเก่าด้วยการทำลายทิ้งทั้งหมดหรือถอดชิ้นส่วนบางอย่างนำกลับมาใช้ใหม่
นอกจากการกำหนดมาตรการเพื่อให้ประชาชนนำรถเก่ามาแลกรถใหม่แล้ว ภาครัฐยังมีแนวคิดที่จะให้โครงการดังกล่าวใช้กับรถสาธารณะด้วย
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้กระทรวงคมนาคมจะหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคขนส่ง ต่อยอดจากโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่”
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม จะเสนอให้กระทรวงการคลัง พิจารณานำเงินจากวงเงินของ พ.ร.ก.การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อมาใช้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการภาคขนส่งเปลี่ยนผ่านยานยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV)
ขณะนี้กระทรวงคมนาคม พิจารณาแล้วพบว่ามีแนวทางที่จะสามารถเสนอเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการเหล่านี้มากกว่าการนำรถเก่ามาแลกรถใหม่ แต่อาจจะมีการพิจารณาไปถึงการช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านี้เพื่อซื้อหรือเช่ารถ EV ทั้งในรูปแบบการสนับสนุนเงินดาวน์ การสนับสนุนดอกเบี้ยพิเศษ ไปจนถึงภาครัฐสนับสนุนวงเงินคนละครึ่ง เป็นต้น
“ตอนนี้จะหารือกับกระทรวงการคลัง พิจารณารูปแบบช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคขนส่งทั้ง 7 กลุ่ม อาทิ รถแท็กซี่, รถตู้โดยสารประจำทาง, รถโดยสารประจำทาง, รถสองแถว, รถยนต์รับจ้างส่วนบุคคล (ไม่เกิน 7 คน), รถสามล้อรับจ้าง (ตุ๊กตุ๊ก), รถจักรยานยนต์รับจ้าง และกลุ่มรถบรรทุกสินค้า"
รวมทั้งกระทรวงคมนาคม ต้องการให้ออกมาตรการช่วยเหลือนอกเหนือจากการนำรถเก่ามาแลกรถใหม่ โดยกลุ่มผู้ประกอบการที่จะเข้าข่ายร่วมโครงการกัน ต้องเป็นผู้ประกอบการที่รถยนต์กำลังจะหมดอายุใบอนุญาต และต้องเปลี่ยนสู่รถ EV ทั้งหมด
นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้รวบรวมรถยนต์ขนส่งสาธารณะที่ใบอนุญาตกำลังจะหมดอายุ 7 หมวดดังกล่าว มีจำนวนรวมประมาณ 1 แสนคัน โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการกลุ่มเหล่านี้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรถยนต์เพื่อนำไปให้บริการประชาชน
ดังนั้น ภาครัฐจะเข้าไปช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการให้เปลี่ยนผ่านรถยนต์ขนส่งสาธารณะเหล่านี้เป็นรถ EV เบื้องต้นประเมินว่าจะใช้วงเงินอุดหนุนราว 10,000-20,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกันกรมการขนส่งทางบกยังเตรียมจัดทำมาตรการลดภาษีล้อเลื่อน (ภาษีรถประจำปี) สำหรับรถจดทะเบียนใหม่ที่เป็นรถ EV และกลุ่มรถไฮบริด โดยจะลดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวในสัดส่วน 80% หรืออาจพิจารณาไม่จัดเก็บค่าธรรมเนียมส่วนนี้ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ EV
“คาดว่ามาตรการเหล่านี้จะจูงใจประชาชน และทำให้มียอดจดทะเบียนรถ EV ใหม่ในปีนี้มากกว่า 3 แสนคัน เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มียอดจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ 435,630 คัน”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

