กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยผลงานนิคมฯ 36 แห่ง ปี 69 แค่ 7 เดือนทำเงินกว่า 9 ล้านบาท พร้อมนำรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจพาณิชย์กลับมาพัฒนาพื้นที่ตาม พ.ร.บ.จัดที่ทำกินฯ ปี 2511 เพื่อยกระดับอาชีพและคุณภาพชีวิตสมาชิกนิคมสหกรณ์ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง
นายประวัติ แดงบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้นิคมสหกรณ์ครั้งที่ 4 ประจำงบประมาณปี 2569 โดยระบุว่านับตั้งแต่นิคมสหกรณ์ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2511 ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ดำเนินการในรูปนิคมสหกรณ์ทั้งหมด 36 แห่งทั่วประเทศ มีรายได้ประมาณ 400 กว่าล้านบาท โดยรายได้ดังกล่าวมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมจากสมาชิกที่ทำธุรกิจการค้าพาณิชย์ในที่ดินนิคมสหกรณ์ ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะนำกลับคืนไปพัฒนา นิคมสหกรณ์ตามระเบียบทางราชการ ที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511
ทั้งนี้ตามพ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 กำหนดไว้ให้ เกษตรกรที่เข้าไปอยู่ในนิคมสหกรณ์ได้มีพื้นที่ทำกินตามที่รัฐจัดสรรให้ก็คือด้านการเกษตรปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ส่วนกรณีพื้นที่ไม่ได้ทำการเกษตร แต่ขอมาเปลี่ยนมาเป็นทำการค้าพาณิชย์ เช่น ทำปั๊มน้ำมัน ร้านค้า หรือธุรกิจ อาคารเช่าที่พักอาศัย โดยสมาชิกนิคมฯมีความประสงค์ของเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินทำกินก็สามารถทำได้
แต่ต้องมีขั้นตอนตามระเบียบที่กำหนดไว้ ซึ่งในกรณีนี้ต้องเรียกเก็บรายได้เข้านิคมฯ ซึ่งรายได้ส่วนนี้กรมฯจะเก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการนิคมสหกรณ์ต่อไป อย่างไรก็ กรมฯได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนเป็นค่าน้ำค่าไฟ ค่าเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ หลักแสนบาทต่อปี
นอกจากนี้ที่ผ่านมามีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกนิคมฯบางส่วนขอออกโฉนดในพื้นที่ทำกินของตนเอง ซึ่งตามระเบียบแล้วสามารถดำเนินการได้ แต่ขั้นตอนต่างๆอาจต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการ โดยขั้นตอนกรมส่งเสริมสหกรณ์จะต้องออกเป็นหนังสือแสดงสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ หรือ กสน.5 ตามพ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพพ.ศ.2511 เป็นระยะเวลา 5 ปี จึงจะสามารถไปขอออกเป็นโฉนดได้ และจะต้องสลักหลังโฉนดห้ามจำหน่าย จ่าย แจก ยกเว้นตกทอดแก่ทายาท
นายประวัติ กล่าวอีกว่า สหกรณ์นิคมแตละแห่งจะสามารถดำเนินธุรกิจเหมือนสหกรณ์ทั่วไป เมื่อสิ้นปีสมาชิกก็จะมีรายได้จากการปันผลของสหกรณ์อีกทางหนึ่ง ในขณะที่สมาชิกเหล่านี้สามารถนำโฉนดที่ดิน ไปวางค้ำประกันเงินกู้จากแหล่งทุนมาประกอบอาชีพได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะใช้ค้ำเงินกู้กับสหกรณ์นิคมฯ อัตราดอกเบี้ยเหมือนสหกรณ์ทั่วไป โดยสหกรณ์จะไปขอกู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ของกรมฯ แล้วมาปล่อยกู้ให้กับสมาชิกอีกที”
สำหรับรายได้หลักจากนิคมสหกรณ์ฯ จำนวน 36 แห่งทั่วประเทศเฉลี่ยแต่ละปีประมาณ 10-15 ล้านบาท นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นมา จนถึงเดือนล่าสุดเมษายน 2569 มีรายได้เข้ามาประมาณ 9 ล้านบาท
“การออกโฉนดใน 36 นิคมสหกรณ์ดำเนินการไปแล้วประมาณ100 % ยังเหลือบางส่วนที่ยังไม่มาขึ้นทะเบียน และยังไม่ออก กสน.5 ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ ภายหลังได้กสน.5 ไปแล้ว 3 - 5 ปีก็จะเปลี่ยนเป็นโฉนด นำไปขอกู้เงินจากแหล่งทุนของรัฐได้ แต่กรณีที่สมาชิกต้องการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์เปลี่ยนจากทำการเกษตรเป็นการค้าพาณิชย์ต่าง ๆ หรือการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้นั้นต้องแจ้งขออนุญาตจากรมก่อนฯ”
ขณะที่ นายวีรภัทร เณรศาสตร์ สหกรณ์จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า จ.สุโขทัยมีนิคมสหกรณ์ทั้งหมด 6 แห่ง ประกอบด้วย นิคมสหกรณ์สวรรคโลก นิคมสหกรณ์หนองบัว นิคมสหกรณ์ศรีสำโรง นิคมสหกรณ์พระร่วง นิคมสหกรณ์คีรีมาศและนิคมสหกรณ์นครเดิฐ โดยนิคมสหกรณ์นครเดิฐนั้นเป็นนิคมป่าเช่าเพียง 1 แห่ง โดยเช่าพื้นที่ป่ารกร้างว่างเปล่าจากกรมป่าไม้ นำมาจัดสรรที่ทำกินให้กับชาวบ้านไร้ที่ทำกิน แต่ไม่ได้กรรมสิทธิ์ถึงโฉนด จึงได้แค่สิทธิที่ทำกินเท่านั้น ตามมติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช.
ขณะนี้ สมาชิกได้โฉนดเกือบเต็มพื้นที่แล้ว ส่วนใหญ่จะเหลือแค่พื้นที่หัวไร่ปลายนาหัวมุมพื้นที่ยังเป็น กสน.5 โดยสมาชิกที่ได้รับโฉนดไปจะมีเงื่อนไข คือ หลังได้รับโฉนดแล้วจะมีสลักหลังว่าห้ามจำหน่ายจ่ายโอน ยกเว้นสืบทอดทายาท ภายใน 5 ปี ถ้าเกิน 5 ปีก็สามารถจำหน่ายได้ แต่จะไปติดเงื่อนไข คือ พื้นที่เขตนิคมฯ เนื่องจากรัฐลงทุนเรื่องของการปรับพื้นที่และระบบโครงสร้าง สาธารณูปโภค ทั้งคลองส่งน้ำ ถนนหนทางลำเลียงสินค้า ซึ่งถ้าจะเปลี่ยนวัตถุประสงค์นอกเหนือจากการทำเกษตรแล้ว จะต้องมาขออนุญาตใช้โดยคนที่มีอำนาจอนุมัติคืออธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์
“หากเปลี่ยนวัตถุประสงค์ที่ดินไปทำอย่างอื่นเช่นการค้าพาณิชย์ ธุรกิจท่องเที่ยว จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแก่นิคมฯ นำเงินเข้าหลวง เพราะก่อนหน้านี้หลวงต้องลงทุนปรับพื้นที่ ระบบสาธารณูปโภคพื้นที่ฐานไว้แล้ว เช่น พวกไปทำปั๊มน้ำมันในเขตนิคมก็จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมอัตราส่วนตามประกาศของกรมธนารักษ์ หากทำการเกษตรคิดอัตราหนึ่ง ที่อยู่อาศัยอัตราหนึ่ง เพื่อการพาณิชย์อัตราหนึ่ง ซึ่งจะแพงสุด มีตั้งแต่ร้อยละ3 ไปถึงร้อยละ15 ของราคาประเมินที่ดิน” สกจ.สุโขทัยกล่าว
ด้าน นายประยุทธ เป็นมูล ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์ห้างฉัตร อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง กล่าวว่า นิคมสหกรณ์ห้างฉัตร มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 50,000 ไร่ มีสมาชิกนิคมฯ 2,000 กว่าราย ขณะนี้การออกโฉนดที่นิคมฯห้างฉัตรไปแล้วกว่า 20,000 ไร่ ประมาณ 1,000 กว่าราย ส่วนที่ยังไม่ได้ออกโฉนดส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ป่า ลำห้วย ลำคลอง ภูเขา ชาวบ้านมีรายได้มาจากการทำเกษตรกรรรม เป็นหลัก ส่วนการนำโฉนดไปขอเปลี่ยนวัตถุประสงค์มีบ้าง เช่น ทำปั๊มน้ำมัน ค่าธรรมเนียมที่เก็บได้แต่ละปีก็มีไม่มากสมาชิกที่นี่ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาและปลูกไม้ยืนต้น ”

