ภายหลังศาลสูงสุดแห่งสหรัฐมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ว่า การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ ค.ศ. 1977 (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA) เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าในลักษณะครอบคลุมหลายประเทศนั้น
" ไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐ ต้องปรับแนวทางการใช้นโยบายภาษีการค้า โดยหันมาใช้กลไกตามมาตรา 301 (Section 301) แห่งพระราชบัญญัติการค้า ค.ศ. 1974 เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินมาตรการทางการค้าแทน"ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐ ระบุ
ดังนั้น สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ประกาศเริ่มการสอบสวนตามมาตรา 301 จำนวน 2 กรณี ในเดือนมี.ค. 2569 ครอบคลุมคู่ค้าสำคัญรวม 60 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ โดยมุ่งตรวจสอบพฤติกรรมทางการค้าที่สหรัฐ เห็นว่าอาจเป็น “การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม” และอาจนำไปสู่การกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติม หรือมาตรการจำกัดทางการค้าอื่น ในระยะต่อไป
ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ไทยพร้อมมีความร่วมมือทั้งการเร่งเจรจาเชิงเทคนิค และยืนยันเข้าร่วมกระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐ ซึ่งได้ประกาศเปิดไต่สวนไทย และประเทศต่างๆ ใน 2 กรณี ได้แก่ 1.การมีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างในภาคการผลิต (Excess Capacity) และ 2.การบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor)
“โดยไทยได้ยื่นข้อโต้แย้งต่อการไต่สวนดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่15 เม.ย.2569 และกระทรวงพาณิชย์จะเข้าร่วมในกระบวนการไต่สวนเพื่อแก้ต่างอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับผู้ส่งออกไทยอย่างสูงสุด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหรัฐอย่างดีที่สุด”
ในเชิงผลกระทบต่อไทย กลุ่มสินค้า/อุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ,ผลิตภัณฑ์ยางและยางล้อ เครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้า,อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน,อาหารทะเลและเกษตรแปรรูป (ในมิติแรงงานบังคับ) สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม,อุปกรณ์ทางการแพทย์บางประเภท เช่น ถุงมือยาง
เมื่อเร็วๆนี้สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ประกาศแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการผลักดันให้สถานประกอบกิจการ ตลอดห่วงโซ่อุปทานของสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยนำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labour Practices: GLP) ไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน และแสดงเจตจำนงยกระดับโดยไม่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าที่มีการใช้แรงงานบังคับ
นายชลัมพล โลทารักษ์พงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของประเทศ มีการใช้แรงงานตลอดห่วงโซ่การผลิตกว่า 1 ล้านคน เป็นแรงงานในส่วนอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มประมาณ 400,000 คน สร้างรายได้จากการส่งออกมูลค่ากว่า 2,200 ล้านดอลลาร์ต่อปี มีอัตราการเติบโต 5% ในปีที่ผ่านมา
สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ซึ่งเป็นสมาคมการค้าที่ก่อตั้งมากว่า 54 ปี มีสมาชิกเป็นโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มกว่า 190 บริษัท ถือเป็นสมาคมที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการ ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องยกระดับโครงสร้างการผลิต โดยก้าวไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งหมายถึงการรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ระดับบน หรือแบรนด์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
“โดยแบรนด์ในกลุ่มนี้ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการคัดเลือกโรงงาน ที่มีมาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับนโยบายของประเทศปลายทาง โดยเฉพาะสหภาพยุโรป และอเมริกา ที่มีแนวโน้มเพิ่มความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็น ทั้งความจำเป็นและโอกาสของโรงงานในประเทศไทยซึ่งมีพื้นฐานและศักยภาพที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว”
สำหรับแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี ยึดหลัก “4 ไม่” ได้แก่ ไม่ใช้แรงงานเด็ก ไม่ใช้แรงงานบังคับ ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ตลอดจนมีระบบบริหารจัดการและการปฏิบัติต่อแรงงานสอดคล้องกับหลัก “6 มี”ของ GLP ดังนั้น
สมาคมฯ พร้อมด้วยสมาชิก จึงจับมือร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อนำ GLPไปใช้ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กแรงงานบังคับในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มอย่างยั่งยืน รวมถึงการแสดงเจตนารมย์ในการไม่สนับสนุนการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ การเลือกปฏิบัติ และการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ดูแลแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ถือว่า “แรงงานทุกคน” คือ “ผู้สร้างคุณค่า” ของเศรษฐกิจไทย เป็น “เสาหลักต้นสำคัญ” และ “ฟันเฟืองอันทรงพลัง”ของประเทศ
โดยกรมฯ ผลักดันนโยบายเพื่อ “การคุ้มครองสิทธิเชิงรุก” ให้กับแรงงานทุกภาคส่วนสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน ผ่านกลไกการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน และขยายผลไปยังห่วงโซ่อุปทาน ในการนำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี หรือ GLP ไปใช้บริหารจัดการแรงงานอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ภายใต้หลักการ “4 ไม่ 6มี”
นอกจากนี้ กรมฯ ยังสนับสนุนให้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม “ยกระดับการปฏิบัติต่อแรงงาน และดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม” สามารถทวนสอบการปฏิบัติได้ในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิติการปฏิบัติต่อแรงงาน ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มากไปกว่านั้น ยังแสดงเจตจำนงในการ “ไม่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าที่มีการใช้แรงงานบังคับ” เพื่อยืนยันว่าสินค้าที่ผลิตปลอดจากการละเมิดสิทธิแรงงาน
ทั้งนี้พร้อมต่อยอด GLP+ ไปยังกลุ่มธุรกิจอื่นต่อไป เพื่อมุ่งสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่สถานประกอบกิจการ ส่งผลต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเป้าหมายในการถอดถอนสินค้าเครื่องนุ่งห่มออกจากบัญชีรายการสินค้าที่มีเหตุผลเชื่อได้ว่าผลิตโดยการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ (TVPRA List) และ บัญชีรายการสินค้าที่มีการใช้แรงงานเด็กบังคับหรือแรงงานเด็กขัดหนี้ (EO List) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐต่อไป
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ USTR ยังได้ส่งสัญญาณว่าประเด็นที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาสอบสวนเพิ่มเติมในอนาคตอาจรวมถึง การกำหนดราคายา,การเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ,ภาษีบริการดิจิทัล,มลพิษทางทะเล,การค้าอาหารทะเล ข้าว และสินค้าเกษตรบางประเภท
ดังนั้น ทิศทางการค้าระหว่างประเทศของไทยยังอยู่ในสถานะที่ต้องระมัดระวังและพัฒนาไปในทิศทางที่สอดคล้องกับโลกโดยสหรัฐเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย(ปี 2568) ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐ สูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์ส ส่วนที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์ ทำให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์
สำหรับสินค้าเครื่องนุ่งห่มมีการส่งออกเมื่อ 2568 มูลค่า 76,065 ล้านบาท เป็นการส่งออกไปตลาดสหรัฐ 30,540 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสูงสุดอันดับที่ 1 สัดส่วน 40.15%

