วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย' ชี้กู้ 4 แสนล้าน ต้องแก้ 5 ปมเร่งด่วน อย่ารอวิกฤติลุกลาม

'สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย' ชี้กู้ 4 แสนล้าน ต้องแก้ 5 ปมเร่งด่วน อย่ารอวิกฤติลุกลาม

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจและวิกฤติพลังงานที่กำลังกดดันประเทศไทยอย่างรุนแรง รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งวางยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านประเทศสู่พลังงานสะอาด ท่ามกลางเงื่อนไขวิกฤติซ้ำซ้อนที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการแข่งขันของประเทศ

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงการอัดฉีดงบประมาณหรือใช้มาตรการระยะสั้น แต่ต้องมีทั้งแผนยุทธศาสตร์ประเทศ กลยุทธ์การลงทุน และการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะถึงคุณค่าของเม็ดเงินที่รัฐจำเป็นต้องกู้มา เพื่อใช้ลดผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม การใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญต้องสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมต่อคุณภาพชีวิตประชาชน รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ จากผลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องการให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. ร้อยละ 44 ต้องการให้รัฐช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทันที โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ขนส่ง โลจิสติกส์ วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิต รวมถึงสนับสนุนตลาดและแหล่งสินค้าราคาถูก ตลอดจนมาตรการลดภาษี

2. ร้อยละ 42 ต้องการมาตรการประคับประคองธุรกิจระยะสั้น ทั้งการให้ข้อมูลเศรษฐกิจและตลาด การบริหารต้นทุน การใช้พลังงานทดแทน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงการหาลูกค้าใหม่

3. ร้อยละ 14 ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักชำระหนี้ และมาตรการฟื้นฟูสภาพคล่องธุรกิจ

นายแสงชัย กล่าวว่า ความหวังของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คือการช่วยผ่อนคลายความเจ็บปวด จากบาดแผลเศรษฐกิจที่สะสมมายาวนาน แม้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับ “5 วิกฤตbหลัก” ที่กำลังบั่นทอนประเทศอย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย 

1. วิกฤติพลังงาน ซึ่งกระทบทั้งราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า โดยสิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องงบประมาณ แต่คือการทบทวนโครงสร้างต้นทุนและราคาพลังงาน ให้สะท้อนความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชน เพื่อสร้างมาตรฐานราคาพลังงานที่เป็นธรรมและแข่งขันได้

พร้อมกันนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับแผนที่นำทางพลังงานสะอาดให้ชัดเจน ทั้งโครงสร้างแหล่งพลังงาน การลงทุน การร่วมทุน และการวางแพลตฟอร์มพลังงานใหม่ของประเทศ เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ และยกระดับไทยสู่การเป็นผู้นำพลังงานสะอาดในอาเซียน

2. วิกฤติห่วงโซ่เศรษฐกิจ จากต้นทุนโลจิสติกส์ ต้นทุนสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น จนผู้ประกอบการต้องผลักภาระไปยังราคาสินค้า กระทบค่าครองชีพประชาชน กำลังซื้อ และแรงกดดันเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ รัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการปักหมุดโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรม เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดค่าครองชีพ และเพิ่มความสามารถการแข่งขันของประเทศ

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องเร่งสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ ลดการพึ่งพาต่างประเทศในทุกมิติเท่าที่ทำได้ และสร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจใหม่ที่แข่งขันได้ในระดับสากล

"แม้มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่รัฐต้องออกแบบให้เกิดการกระจายรายได้และสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นชั่วคราว"

3. วิกฤติว่างงาน และการขาดทักษะแรงงานที่สอดรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยประเทศไทยต้องยกระดับกำลังคนอย่างเป็นระบบ ผ่านแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ครอบคลุมทุกช่วงวัย เพื่อมุ่งสู่แรงงานทักษะสูงและมีผลิตภาพสูง

ทั้งบัณฑิตจบใหม่ ผู้ประกอบการ แรงงาน เกษตรกร และประชาชนทุกกลุ่ม ต้องได้รับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีคุณภาพในอนาคต

4. วิกฤติหนี้ ซึ่งเอสเอ็มอีกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องติดขัด หนี้เสียสะสม และลุกลามไปสู่หนี้นอกระบบ จนกลายเป็นกับดักทางเศรษฐกิจที่ยากจะฟื้นตัว

ดังนั้น รัฐอาจต้องพิจารณากลไกคล้ายธนาคารที่ดิน เพื่อใช้รีเซตหนี้นอกระบบแบบมีหลักประกัน ช่วยฟื้นคืนศักยภาพเกษตรกรและเอสเอ็มอี ลดภาระหนี้ พร้อมเร่งปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างอาชีพและรายได้ที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

5. วิกฤติกฎระเบียบรัฐ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกฎหมาย กติกาการค้า และระบบการลงทุนให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ควบคู่กับการอุดช่องโหว่ทางเศรษฐกิจ

รวมทั้งการจัดระบบตรวจสอบย้อนกลับ การเฝ้าระวังและปราบปรามเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนสีเทา นอมินีต่างชาติที่เข้าครอบงำภาคเกษตร เอสเอ็มอี ภาคท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งออกสินค้า หรือ Transshipment โดยไม่ได้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศอย่างแท้จริง

"ปัญหาดังกล่าวกำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อขีดความสามารถการแข่งขันภาคส่งออกไทยในระยะยาว"

นายแสงชัย กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐบาลต้องสร้างความไว้วางใจต่อสังคมในการใช้เงินกู้ครั้งนี้ โดยต้องมีความละเอียดรอบคอบ วางแผนยุทธศาสตร์ประเทศล่วงหน้า และเตรียมระบบบริหารจัดการก่อนเกิดวิกฤติรุนแรง

“อย่ารอให้วิกฤติเกิดแล้วค่อยแก้ เพราะสุดท้ายเราอาจต้องกลับมาใช้คำว่าสายเกินไป สายเกินแก้ หรือ สายไปแล้ว”

นางแสงชัย กล่าวย้ำว่า ภาคเอสเอ็มอียังเชื่อมั่นในกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของผู้แทนประชาชนที่มีคุณภาพ เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศภายใต้รัฐบาลเป็นไปอย่างถูกทิศทาง มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง

“หลายโจทย์แก้ได้โดยไม่ต้องกู้ ถ้ารัฐบาลพูดแล้วทำได้จริง” นายแสงชัย กล่าว