วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ธุรกิจโรงกลั่นผันผวนหนักเผชิญเสี่ยงขาดทุนสต๊อกน้ำมัน

ธุรกิจโรงกลั่นผันผวนหนักเผชิญเสี่ยงขาดทุนสต๊อกน้ำมัน

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 ทำให้ราคาพลังงานโลกผันผวนรุนแรง และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกับบริษัทโรงกลั่นน้ำมันทั่วโลกที่เผชิญต้นทุนน้ำมันดิบพุ่ง ค่าพรีเมียมทะยาน ค่าระวางเรือเพิ่มหลายเท่าตัว

เว็บไซต์นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า “Saudi Aramco” บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย รายงานกำไรไตรมาส 1 “พุ่งขึ้น 25%” หลังได้อานิสงส์จากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซตึงตัว และราคาพลังงานสูงขึ้น 

สถานการณ์ดังกล่าว Saudi Aramco เร่งเดินเครื่องท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เต็มกำลังเพื่อรองรับการส่งออก และลดผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก

สำหรับ Aramco ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกมีกำไรสุทธิ 3.25 หมื่นล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 1 ปี 2569 ช่วง 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม  2569 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดการณ์ไว้ที่ 3.095 หมื่นล้านดอลลาร์

รายได้รวม “เพิ่มขึ้นเกือบ 7%” จากปีก่อนหน้า แตะ 1.1549 แสนล้านดอลลาร์ จากราคาน้ำมัน และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ทั้งน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์กลั่น และปิโตรเคมี

“อามิน นาสเซอร์” ซีอีโอของ Aramco กล่าวว่า ท่อส่ง East-West Pipeline เดินเครื่องถึงขีดความสามารถสูงสุดที่ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นเส้นเลือดใหญ่สำคัญของระบบพลังงานช่วยบรรเทาผลกระทบจากแรงกระแทกด้านพลังงานทั่วโลก

ทั้งนี้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียพึ่งพาเงินปันผลจาก Aramco อย่างมาก เพื่อใช้จ่ายภายในประเทศ และอุดช่องว่างงบประมาณ โดยรัฐบาลถือหุ้นโดยตรงเกือบ 81.5% ขณะที่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Public Investment Fund ถืออีก 16%

สถานการณ์ของ Aramco เป็นไปในทิศทางเดียวกับบริษัทน้ำมันหลายแห่งทั่วโลกรวมถึงไทย โดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จํากัด (มหาชน) หรือ GC รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้จากการขายรวม 146,936 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 59% มีกําไรสุทธิไตรมาสนี้ 3,232 ล้านบาท

ทั้งนี้ GC รับรู้รายการพิเศษจากปัจจัยที่ไม่ควบคุมไม่ได้จากการเปลี่ยนแปลงราคาตามสภาวะตลาด เช่น กำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock gain) ขณะที่ไตรมาส 2 ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลงสู่สภาวะปกติ ซึ่งทําให้ GC อาจต้องบันทึกผลขาดทุนจากมูลค่าสต๊อกน้ำมัน (Stock loss)

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งที่บริษัทเผชิญขณะนี้เป็นความท้าทายสูงสุดของอุตสาหกรรมพลังงานจากความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบ และโครงสร้างตลาดพลังงานโลก

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุไม่สงบทำให้บริษัทรับน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียไม่ได้ตามปกติจึงต้องปรับแผนจัดหาน้ำมันดิบใหม่ทั้งหมด โดยช่วงเดือนมี.ค.ถึงปัจจุบันเดินเครื่องการกลั่นเต็มแม้เผชิญต้นทุนน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรง ในช่วงพีกราคาน้ำมันดิบดูไบขึ้นไปแตะ 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และถูกบวกค่าพรีเมียมเพิ่มเกือบ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อมากลั่นช่วง 2 เดือนถัดมาอยู่ระดับสูงมาก

“ช่วงนั้นราคาน้ำมันดิบกระโดดขึ้นจากก่อนสงครามที่ 65-75 ดอลลาร์ ไปแตะ 170 ดอลลาร์ สูงกว่าก่อนสงครามเท่าตัว ต้นทุนที่ซื้อมากลั่นจึงแพงมาก แม้เริ่มมีการเจรจาทำให้ราคาเริ่มอ่อนตัว แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอนสูง เพราะท่าทีอิหร่าน และสหรัฐไม่ชัดเจน"

ทั้งนี้ ไทยออยล์ประเมินราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทยอยผ่อนคลายลงระยะต่อไป โดยคาดหวังปัจจัยบวกจากการเจรจาของสหรัฐกับจีน รวมถึงความพยายามของมหาอำนาจโลกในการลดแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

หนึ่งในต้นทุนสำคัญที่เพิ่มขึ้นรุนแรงคือ ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) โดยปกติจะอ้างอิงราคาดูไบหรือเบรนท์ บวกค่าพรีเมียม 1-2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หลังปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ทำให้ซัปพลายหายไป และผู้ผลิตขึ้นราคาพรีเมียมแรง

“เมื่อก่อนพรีเมียมไม่ถึง 2 ดอลลาร์ วันนี้ 10-20 ดอลลาร์ แม้ลดลงจากจุดพีกแต่ยังสูงมาก ถ้าฮอร์มุซเปิดเต็มรูปแบบน่าจะลดลง แต่ขึ้นกับซัปพลายจะกลับมาเร็วแค่ไหน บางฝ่ายมองไม่กี่เดือน บางฝ่ายมองเป็นปี”

นอกจากต้นทุนน้ำมันดิบ และค่าพรีเมียมแล้ว ไทยออยล์ต้องเผชิญค่าขนส่งทางทะเลเพิ่มขึ้นรุนแรง โดยค่าระวางเรือบางช่วงเพิ่มขึ้น 5 เท่า เมื่อเทียบก่อนสงคราม 

ขณะเดียวกันโรงกลั่นหลายแห่งในเอเชีย เช่น ไต้หวัน และญี่ปุ่น เลือกลดกำลังการผลิตลง เพราะกังวลหากราคาน้ำมันดิบสูงเกินไปแล้วราคาตลาดลดเร็วอาจขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน แต่ไทยออยล์เลือกสวนทางเดินเครื่องเต็มกำลังเพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอ

“มี 3 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.โรงกลั่นตะวันออกกลางหายไป 2.โรงกลั่นในเอเชียลดกำลังผลิต 3.หลายประเทศห้ามส่งออกน้ำมัน ทำให้ดีเซลตลาดโลกขาดแคลนบางช่วง ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปเทียบน้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปแตะ 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนทยอยลดลง"

นอกจากนี้ ก่อนเกิดวิกฤติสงครามอิหร่าน บริษัทพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 91% แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 35% โดยสัดส่วนใหม่ประกอบด้วย แอฟริกาตะวันตก 39%, น้ำมันในประเทศ 7% และอื่นๆ และกว่าจะซื้อน้ำมันแล้วขนส่งมาถึงใช้เวลาเกือบ 2 เดือน จึงต้องจัดพอร์ตน้ำมันดิบใหม่

“เราเดินเครื่องกลั่นเฉลี่ย 110-113% หรือ 300,000 บาร์เรลต่อวัน จากกำลังการกลั่นปกติ 275,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศ”

ลูกค้าหลายรายลดปริมาณรับน้ำมันจากโรงกลั่นลงเหลือเพียงครึ่งของปกติ ทำให้ไทยออยล์ต้องนำถังเก็บน้ำมันโครงการพลังงานสะอาด (CFP) มาใช้เป็นแก้มลิงชั่วคราว โดยเก็บปริมาณ 46 ล้านลิตร รองรับน้ำมันส่วนเกิน โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน ถ้าการห้ามส่งออกไม่คลี่คลายอาจต้องลดกำลังการผลิต

ส่วนกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 สูงกว่า 19,000 ล้านบาท ยืนยันว่าตัวเลขดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดจากกำไรสต๊อกน้ำมัน (Stock Gain) โดยค่าการกลั่น (รวมกำไรจากสต๊อกน้ำมัน) ไตรมาส 1 อยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร แต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ค่าการกลั่นจะลดลงอยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร ขณะที่ไตรมาส 3 คาดติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร และไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 0.0 บาทต่อลิตร โดยเฉลี่ยปี 2569 จะอยู่ที่ 2.0 บาทต่อลิตร

“กำไรที่เห็นช่วงต้นปีอาจไม่ยั่งยืน เพราะเมื่อราคาน้ำมันลงเราจะเจอขาดทุนสต๊อก (Stock Loss) ในไตรมาสถัดๆ ไปตามกลไกตลาด เหมือนช่วงสงครามยูเครน โดยหากราคาน้ำมันดิบลดลงตามคาด กำไรจากสต๊อกในไตรมาส 1 จะกลับกลายเป็นขาดทุนสต๊อก ในไตรมาส 3 และค่าการกลั่นอาจติดลบได้"

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์