ผู้ส่งออกข้าว ชี้ ซูเปอร์เอลนีโญ ทำผู้นำเข้าข้าวเริ่มสำรองสต๊อกข้าว ดันดีมานด์ส่งออกข้าวไทยเพิ่มครึ่งปีหลัง มีลุ้นส่งออกได้ตามเป้าหมาย 7 ล้านตัน จับตาฟิลิปปินส์จ่อนำเข้าเท่าตัวเป็น 6.5 ล้าน แม้เจอภัยสงคราม
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยถึงแนวโน้มส่งออกข้าวครึ่งปีหลังว่า มีทิศทางที่ดีกว่าครึ่งปีแรก โดยเฉพาะการเกิดภาวะซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก ได้ส่งผลให้ประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่หลายรายเริ่มสำรองสต็อกข้าวสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศแล้ว เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านผลผลิตภายในประเทศที่อาจเสียหาย ส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้มีโอกาสทำได้ตามเป้าหมายที่ 7 ล้านตัน หลังจากในช่วง 4 เดือนแรก ไทยส่งออกได้น้อยกว่าเป้าหมาย ทำได้เพียง 2.2 ล้านตันเท่านั้น
ทั้งนี้ ตลาดมาเลเซียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะจากภาวะซูเปอร์เอลนีโญ ทำให้มีการขยายระดับสต็อกข้าวสำรองจากเดิม 3 เดือน เพิ่มเป็น 9 เดือน ซึ่งหมายความว่าต้องจัดซื้อปริมาณมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และที่น่าจับตามองมากที่สุดคือฟิลิปปินส์ ที่ปีนี้คาดจะต้องนำเข้าข้าวสูงถึง 6.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อนที่อยู่ที่ราว 3 ล้านตันกว่า
“ความต้องการระดับนี้ส่งผลให้ราคาข้าวทั่วโลกเริ่มขยับขึ้น โดยราคาข้าวเวียดนาม 5% ขณะนี้ปรับตัวขึ้นไปถึง 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เช่นเดียวกับข้าวไทยชนิดเดียวกันซึ่งอยู่ที่ราว 408 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มจากก่อนหน้านี้ที่อยู่ 350-370 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่บ่งชี้ว่าตลาดเริ่มตึงตัว”
อย่างไรก็ดี ตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตาม และอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของตลาดข้าวคืออินเดีย ซึ่งยังมีสต็อกข้าวในมือสูง และเป็นตัวกดดันไม่ให้ราคาข้าวโลกปรับขึ้นได้มากนัก แต่หากอินเดียเผชิญกับภาวะเอลนีโญที่รุนแรง ความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารสำหรับประชากรกว่า 1,500–1,600 ล้านคน อาจทำให้รัฐบาลอินเดียชะลอหรือจำกัดการส่งออก ซึ่งหากเกิดขึ้นจะเปิดโอกาสให้ไทยได้รับคำสั่งซื้อทดแทนเพิ่มขึ้น
นายชูเกียรติ กล่าวว่า สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยทำได้เพียง 2.2 ล้านตัน หากคำนวณเป็นอัตราทั้งปีจะอยู่ที่ 6.6 ล้านตัน ซึ่งยังห่างจากเป้าหมาย 7 ล้านตันอยู่พอสมควร สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิรัก ซึ่งปกติไทยส่งออกได้เดือนละ 80,000–90,000 ตัน หรือราวปีละ 1 ล้านตัน แต่นับตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคปะทุขึ้น เรือสินค้าที่กำลังจะออกเดินทางกลับไปไม่ได้ ต้องขนถ่ายสินค้าขึ้นฝั่ง ทำให้ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาไม่มีการส่งมอบแม้แต่ครั้งเดียว มีผลให้ตลาดตะวันออกกลางซึ่งเคยเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของไทยหายไปกว่า 200,000 ตันจากเป้าหมายที่ควรทำได้
นอกจากตลาดตะวันออกกลางแล้ว ตลาดสหรัฐฯ สำหรับข้าวหอมมะลิก็ลดลงชัดเจน โดยยอดส่งออกหดตัวไปกว่า 20% ในช่วง 4 เดือนแรก สาเหตุจากมาตรการภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ปรับขึ้น ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิไทยในตลาดสหรัฐฯ เมื่อรวมค่าขนส่งและภาษีแล้ว ปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ระดับราคาดังกล่าวสูงเกินไปสำหรับผู้บริโภคส่วนหนึ่ง ทำให้เริ่มหันไปซื้อข้าวหอมเวียดนามทดแทน ซึ่งแม้เวียดนามจะเผชิญกับภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงกว่า แต่ราคาต้นทุนข้าวที่ต่ำกว่าทำให้ยังคงแข่งขันได้

