วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม 2569

Login
Login

กรมพัฒน์ จับมือDSI ลุยปราบ ‘นอมินี’ ชาวต่างชาติ ประเดิมเกาะสมุย-พะงัน

กรมพัฒน์ จับมือDSI ลุยปราบ ‘นอมินี’ ชาวต่างชาติ ประเดิมเกาะสมุย-พะงัน

กรมพัฒน์ – DSI  เดินหน้าสอบนอมินีนิติบุคคล หลังพบชาวต่างชาติเหิมเกริมหนัก..ตั้งก๊กก๊วนตัวแทนอำพรางครอบครองธุรกิจแหล่งท่องเที่ยวไทย นำร่องเกาะสมุยและเกาะพะงัน  เบื้องต้นสแกน 11,426 บริษัท หากพบดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีพร้อมขยายผลไปจังหวัดท่องเที่ยวอื่น เผยป.ป.ง.เตรียมเสนอความผิด “นอมินี”เพิ่มเป็นมูลฐานความผิดกม.ฟอกเงิน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถึงความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามนอมินีในประเทศไทย หลังพบธุรกิจที่ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังหลายแห่งมีลักษณะเข้าข่ายนอมินี หลังจากเปิดปฏิบัติการสแกนข้อมูลบริษัทภายในจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ และพบความเป็นไปได้สูงที่จะมีบริษัทนอมินีอยู่เป็นจำนวนมากและหลากหลายรูปแบบ จึงได้ร่วมกันวางแนวทางในการตรวจสอบนอมินีอย่างเข้มข้น

เบื้องต้นจะโฟกัสไปที่ 2 เกาะชื่อดัง คือ เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานีก่อน เพราะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและภาคธุรกิจว่ามีชาวต่างชาติบางคน บางกลุ่ม รวมตัวกันตั้งเป็นก๊กก๊วนแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพยากรของไทย และมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย สร้างภาระในสังคม เป็นที่เอือมระอาของชาวบ้านในพื้นที่

จากการตรวจสอบบริษัทในเกาะพะงันและเกาะสมุย รวม 16,811 ราย พบชาวต่างชาติร่วมลงทุน 11,426 ราย หรือ 67.97% 

โดยนำมาจำแนกโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเป็นบริษัทนอมนีในระดับสูง กลาง ต่ำ และจะกำหนดระยะเวลาการตรวจสอบ โดยเริ่มจากบริษัทที่มีโอกาสสูงที่จะเป็นนอมินีก่อน และดำเนินการตรวจสอบไล่ลำดับลงไป แต่หากเกิดกรณีร้องเรียนจากภาคประชาชนที่บ่งชี้ถึงพฤติกรรมนอมินีอย่างชัดเจน ก็พร้อมส่งทีมปราบนอมินีเข้าไปตรวจสอบในทันที  โดยจะมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มข้น ดำเนินคดีกับบริษัทนอมินีได้หลากหลายความผิด อาทิ เรื่องท่องเที่ยว ส่งกรมการท่องเที่ยว เรื่องแรงงาน ส่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องภาษี ส่งกรมสรรพากร เป็นต้น

กรมพัฒน์ จับมือDSI ลุยปราบ ‘นอมินี’ ชาวต่างชาติ ประเดิมเกาะสมุย-พะงัน

ทั้งนี้ จากข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจการค้า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ล่าสุดมีบริษัทจำกัดทั้งหมด 21,717 ราย ในจำนวนนี้เป็นบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 11,649 ราย แบ่งเป็นต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป 96 ราย และถือหุ้น 0.01-49.99% จำนวน 11,553 ราย

สำหรับ 10 อันดับสัญชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมากที่สุด อันดับ 1 คือ ฝรั่งเศส 2,365 ราย คิดเป็น 20% รองลงมา อังกฤษ 1,446 ราย หรือ 12% รัสเซีย 1,205 ราย และอิสราเอล 1,147 ราย

กรมพัฒน์ จับมือDSI ลุยปราบ ‘นอมินี’ ชาวต่างชาติ ประเดิมเกาะสมุย-พะงัน

ขณะที่ อำเภอเกาะสมุย มีบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 12,050 ราย และมีบริษัทที่ต่างชาติร่วมลงทุนสูงถึง 8,213 ราย โดยต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% จำนวน 53 ราย และถือหุ้นไม่เกิน 49.99% จำนวน 8,160 ราย โดยนักลงทุนหลักในเกาะสมุย เป็นฝรั่งเศสมากที่สุด 1,937 ราย หรือ 24% ตามด้วยอังกฤษ 1,077 ราย รัสเซีย 885 ราย จีน 478 ราย และอิสราเอล 419 ราย

ส่วนอำเภอเกาะพะงัน มีบริษัททั้งหมด 4,761 ราย และมีบริษัทต่างชาติร่วมลงทุน 3,213 ราย โดยต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% จำนวน 25 ราย และถือหุ้นต่ำกว่า 50% จำนวน 3,188 ราย โดยนักลงทุนหลักในเกาะพะงัน เป็นอิสราเอลขึ้นเป็นอันดับ 1 ของเกาะพะงัน จำนวน 720 ราย หรือ 22% ตามด้วยฝรั่งเศส 426 ราย อังกฤษ 359 ราย และรัสเซีย 306 ราย

กรมพัฒน์ จับมือDSI ลุยปราบ ‘นอมินี’ ชาวต่างชาติ ประเดิมเกาะสมุย-พะงัน

นอกจากนี้ จะขยายผลไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต มีบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 11,626 ราย สัดส่วน 39.22% ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมดในจังหวัด โดยต่างชาติที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ รัสเซีย จีน อังกฤษ และออสเตรเลียน

-กระบี่ มีบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 749 ราย สัดส่วน 20.88% โดยต่างชาติที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ อังกฤษ สวีเดน ฝรั่งเศส อเมริกัน อิตาเลียน

-พังงา มีบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 346 ราย สัดส่วน 20.53% โดยต่างชาติที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมัน อังกฤษ สวีเดน ฝรั่งเศส อเมริกัน

-หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์มีบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 2,081 ราย สัดส่วน 51.24% โดยต่างชาติที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ อังกฤษ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมัน นอร์เวย์ และ

-พัทยา จ.ชลบุรี  มีบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 19,910 ราย สัดส่วน 59.76% โดยต่างชาติที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน อังกฤษ รัสเซีย อินเดีย และเยอรมัน

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า  ที่ผ่านมา มีการตรวจสอบและจับบริษัทที่ต้องสงสัยเป็นนอมินีที่เกาะพะงันไปบ้างแล้ว เช่น สำนักงานบัญชี ที่เจ้าของเป็นผู้ถือหุ้นใน 66 บริษัท ใช้อาคารและบ้านพักเป็นที่ตั้งบริษัทถึง 89 แห่ง ตรวจสอบนอมินีต่างชาติถือครองอสังหาริมทรัพย์ และส่งข้อมูลบริษัท 34 ราย ที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และท่องเที่ยว ที่เกาะสมุย มีทรัพย์สินรวมเกินกว่า 100 ล้านบาท ให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และจากนี้ จะดำเนินการอย่างเข้มข้น ร่วมกับ DSI ตรวสอบเข้ม ทั้งที่เกาะพะงัน เกาะสมุย และจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ”นายพูนพงษ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล ที่จะนำมาเป็นนอมินีนิติบุคคล กรมกำลังหารือกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อตรวจสอบการลงทุนของผู้ถือหุ้นคนไทยของบริษัทที่มีต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจน ว่าจะตรวจสอบกลุ่มไหน เพราะหลังจากออกมาตรการตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 ที่คุมเข้มการจดทะเบียน ให้แสดงหลักฐานทางการเงิน คุมเข้มบุคคลที่อยู่ในบัญชี HR-03 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้การจดนอมินีนิติบุคคลลดลง 60% และ 1 เม.ย.2569 เพิ่มมาตรการให้ยืนยันว่าผู้ถือหุ้นลงทุนและชำระเงินจริง ทำให้การจดทะเบียนนอมินีนิติบุคคลลดลง 75% จึงต้องเพิ่มมาตรการให้ไม่มีหลุดรอดเข้ามาได้อีก  

 ‘ปัญหานอมินี เป็นปัญหาสำคัญระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงทางธุรกิจของประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านการแข่งขัน การจัดเก็บรายได้ภาครัฐ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน การดำเนินธุรกิจผ่านนอมินีทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถเข้ามาครอบครองธุรกิจที่กฎหมายสงวนไว้โดยไม่เป็นธรรมกับชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ไม่สามารถแข่งขันด้านเงินทุน เทคโนโลยี และต้นทุนได้อย่างเท่าเทียม จนอาจนำไปสู่การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการปิดกิจการของคนไทยในระยะยาว “นายพูนพงษ์ กล่าว

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า DSI ได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาอย่างต่อเนื่อง ในการปราบปรามนอมินี โดยที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจไม่ขออนุญาตตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 คดีที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท และคดีที่มีความสำคัญ โดยได้เสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ บรรจุให้เป็นคดีพิเศษ เพื่อให้ตรวจสอบได้ลึกและกว้างขึ้น และล่าสุด ปปง. กำลังเสนอร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่. ...) พ.ศ.  โดยแก้ไขเพิ่มเติม “ความผิดนอมินี”ให้เป็นความผิดมูลฐานฟอกเงินเพื่อเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฏร  ซึ่งจะทำให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะจะสามารถตรวจสอบเส้นทางการฃเงินได้ และสามารถยึดทรัพย์ที่กระทำความผิดได้