คลังเตรียมเสนอ ครม. 12 พ.ค. นี้ ปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ก่อหนี้ใหม่เพิ่ม 2 แสนล้านบาท ปูทางรับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จับตาการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้นัดแรก วางกรอบเกณฑ์รัดกุมก่อนไฟเขียวอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส"
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (12 พ.ค. 69) เพื่อพิจารณาปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 ซึ่งบรรจุแผนการก่อหนี้ใหม่ ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยหลังจากผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม. แล้ว จะมีการนำเสนอร่าง พ.ร.ก. ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พ.ค. 69 ต่อไป
ขณะเดียวกัน ในวันที่ 12 พ.ค. 69 จะมีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้นัดแรก โดยนายลวรณย้ำว่า การประชุมนัดครั้งแรกของคณะกรรมการฯ จะเป็นการหารือเพื่อวางหลักเกณฑ์และกำหนดระเบียบขั้นตอนในการพิจารณารายละเอียดโครงการต่างๆ ที่หน่วยงานจะเสนอขอใช้เงินกู้ให้มีความรัดกุมและเกิดความคุ้มค่าสูงสุด ดังนั้นจะยังไม่มีการนำเอาโครงการแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้ามาพิจารณาแต่อย่างใด
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 เรียบร้อยแล้ว โดยมีการปรับแผนก่อหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นอีก 200,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ การขยับเพดานก่อหนี้ดังกล่าว เป็นการดำเนินการเพื่อให้สอดรับกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยในระยะแรกรัฐบาลมีนโยบายที่จะบรรจุแผนการก่อหนี้ใหม่จำนวน 2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของกรอบวงเงินกู้ทั้งหมด ลงในแผนบริหารหนี้ของปีงบประมาณ 2569 ก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมของแหล่งเงิน
ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้จะถูกนำไปใช้เป็นกระสุนสำคัญในการจัดทำโครงการไทยช่วยไทยพลัส ครอบคลุมทั้งคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาผลกระทบและลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตราคาพลังงาน โดยคาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 69% ของจีดีพี

