นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ หรือ TOP กล่าวเปิดใจภายหลังรับตำแหน่ง CEO วันที่ 1 ก.พ.2569 ที่ผ่านมาว่า ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจต่อเนื่องมายาวนานกว่า 65 ปี ผ่านวิกฤติมาหลายรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัทกำลังเผชิญในขณะนี้ ถือเป็นความท้าทายสูงสุดของอุตสาหกรรมพลังงานจากความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบ และโครงสร้างตลาดพลังงานโลกโดยตรง
“หน้าที่สำคัญของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นกลุ่ม ปตท. คือ รักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เราจึงพยายามจัดหาน้ำมันดิบมาป้อนโรงกลั่นให้เดินเครื่องเต็มกำลัง ภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย”
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุความไม่สงบ บริษัทไม่สามารถรับน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียได้ตามปกติ จึงต้องเร่งปรับแผนจัดหาน้ำมันดิบใหม่ทั้งหมด โดยช่วงเดือนมี.ค.จนถึงปัจจุบัน บริษัทเดินเครื่องกลั่นเต็มกำลังต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญต้นทุนน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นรุนแรง
โดยในช่วงพีกราคาน้ำมันดิบดูไบ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลักพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยังถูกบวกค่าพรีเมียมเพิ่มอีกเกือบ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบที่บริษัทซื้อมากลั่นในช่วง 2 เดือนถัดมาอยู่ในระดับสูงมาก
แม้ปัจจุบันเริ่มมีการเจรจาระหว่างประเทศมหาอำนาจ จนทำให้ราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวลงบ้าง แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะท่าทีของทั้งอิหร่าน และสหรัฐยังไม่ชัดเจน ทำให้ตลาดยังผันผวนต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ไทยออยล์ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทยอยผ่อนคลายลงในระยะต่อไป โดยคาดหวังปัจจัยบวกจากการเจรจาระหว่างสหรัฐกับจีน รวมถึงความพยายามของมหาอำนาจโลกในการลดแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์
หนึ่งในต้นทุนสำคัญที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงคือ ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) โดย นายพงษ์พันธุ์ อธิบายว่า ปกติการซื้อน้ำมันดิบจะอ้างอิงราคาดูไบหรือเบรนท์ บวกค่าพรีเมียมเล็กน้อยเพียง 1-2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หลังเกิดวิกฤติ การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทำให้ซัปพลายหายไปทันที ผู้ผลิตจึงสามารถปรับขึ้นราคาพรีเมียมได้อย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงพีก ค่าพรีเมียมพุ่งสูงถึง 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีการปรับขึ้นแทบรายชั่วโมงเพราะกว่าบริษัทจะตกลงราคาซื้อได้ ราคาตลาดก็ขยับขึ้นอีกแล้ว แม้ปัจจุบันค่าพรีเมียมเริ่มลดลงมาอยู่ที่ 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ยังถือว่าสูงกว่าระดับปกติหลายเท่าตัว
นอกจากต้นทุนน้ำมันดิบ และค่าพรีเมียมแล้ว ไทยออยล์ยังต้องเผชิญค่าขนส่งทางทะเลที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นรุนแรง โดยค่าระวางเรือบางช่วงเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับก่อนสงคราม ขณะเดียวกัน โรงกลั่นหลายแห่งในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไต้หวัน และญี่ปุ่น เลือกลดกำลังการผลิตลง เพราะกังวลว่าหากราคาน้ำมันดิบสูงเกินไป แล้วราคาตลาดปรับลดเร็ว อาจขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน แต่ไทยออยล์เลือกเดินสวนทาง ด้วยการเดินเครื่องเต็มกำลังเพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอในประเทศ
“มี 3 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.โรงกลั่นตะวันออกกลางหายไป 2. โรงกลั่นในเอเชียลดกำลังผลิต และ 3. หลายประเทศออกมาตรการห้ามส่งออกน้ำมัน ทำให้ดีเซลในตลาดโลกขาดแคลน”
นอกจากนี้ ก่อนเกิดวิกฤติสงครามอิหร่าน บริษัทพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 91% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 35% โดยสัดส่วนใหม่ประกอบด้วย แอฟริกาตะวันตก 39%, น้ำมันในประเทศ 7% และที่เหลือมาจากอเมริกาเหนือ และใต้ รวมถึงแหล่งอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแหล่งน้ำมันดิบอย่างรวดเร็วสร้างความเสี่ยงด้านการผลิต เพราะเป็นน้ำมันดิบที่โรงกลั่นไม่คุ้นเคย ต้องปรับกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สามารถผลิตน้ำมันได้ตามมาตรฐานเดิม
“กว่าจะซื้อน้ำมันแล้วขนส่งมาถึงใช้เวลาเกือบ 2 เดือน เราจึงต้องจัดพอร์ตน้ำมันดิบใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทเดินเครื่องกลั่นเฉลี่ย 110-113% หรือประมาณ 300,000 บาร์เรลต่อวัน จากกำลังการกลั่นปกติ 275,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศ"
นายพงษ์พันธุ์ กล่าวยืนยันว่า บริษัทไม่มีการกักตุนน้ำมัน และจำหน่ายน้ำมันทุกชนิดอย่างโปร่งใส โดยในช่วงแรกของเหตุการณ์ สต๊อกน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้ต้องเร่งผลิตเพื่อเติมเข้าสู่ระบบ
อย่างไรก็ตาม หลังจากราคาหน้าปั๊มสูงขึ้น ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศเริ่มชะลอลง ขณะที่มาตรการควบคุมการส่งออกยังดำเนินอยู่ ส่งผลให้สต๊อกน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล และน้ำมันอากาศยาน เริ่มล้นคลัง
ลูกค้าหลายรายลดปริมาณรับน้ำมันจากโรงกลั่นลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของปกติ ทำให้ไทยออยล์ต้องนำถังเก็บน้ำมันของโครงการพลังงานสะอาด หรือ CFP ซึ่งเดิมเตรียมใช้ในครึ่งปีหลังมาใช้เป็นแก้มลิงชั่วคราว โดยถังน้ำมัน CFP สามารถกักเก็บได้ในปริมาณ 46 ล้านลิตร เพื่อรองรับน้ำมันส่วนเกิน โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน ถ้าการห้ามส่งออกยังไม่คลาย อาจต้องลดกำลังการผลิตในระยะต่อไป
สำหรับกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 สูงกว่า 19,000 ล้านบาท นั้น ยืนยันว่า ตัวเลขดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดจากกำไรสต๊อกน้ำมัน (Stock Gain) โดยค่าการกลั่น (รวมกำไรจากสต๊อกน้ำมัน) ไตรมาส 1 อยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร แต่ในไตรมาส 2 เป็นต้นไป ค่าการกลั่นจะทยอยปรับลดลง คาดว่าจะอยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร ขณะที่ไตรมาส 3 คาดจะติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร และไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 0.0 บาทต่อลิตร โดยเฉลี่ยทั้งปี 2569 คาดว่าค่าการกลั่นจะอยู่ที่ 2.0 บาทต่อลิตร
“กำไรที่เห็นช่วงต้นปีอาจไม่ยั่งยืน เพราะเมื่อราคาน้ำมันลง เราจะเจอขาดทุนสต๊อก (Stock Loss) ในไตรมาสถัดๆ ไปตามกลไกตลาด เหมือนช่วงสงครามยูเครน โดยหากราคาน้ำมันดิบลดลงตามคาด กำไรจากสต๊อกในไตรมาส 1 จะกลับกลายเป็นขาดทุนสต๊อก ในไตรมาส 3 และค่าการกลั่นอาจติดลบได้"
อีกประเด็นสำคัญคือ ผลกระทบด้านสภาพคล่อง ซึ่งราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นทำให้บริษัทต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 18,000 ล้านบาท สำหรับซื้อน้ำมันดิบ ขณะเดียวกัน มาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นช่วยประชาชนจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. – 19 พ.ค.2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมียอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค.2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งไทยออยล์ได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ โดยจากข้อมูลในอดีต ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย และยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงิน และดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน
"ไทยออยล์เตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยออกหุ้นกู้ตั้งแต่ต้นปี ทำให้ยังมีสภาพคล่องเพียงพอ รวมถึงอยู่ระหว่างจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมรองรับทั้งภาวะตลาดผันผวน และโครงการ CFP"
แม้เผชิญแรงกดดันทั้งต้นทุนพลังงาน และภาระทางการเงิน ไทยออยล์ยืนยันว่า โครงการ CFP ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัทยังคงเดินหน้าตามแผน
หลังจากปีที่ผ่านมา บริษัทขอเพิ่มงบลงทุน และขยายกรอบเวลาก่อสร้าง ปัจจุบันมั่นใจว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2571 และงบลงทุนจะไม่บานปลายเกินกรอบที่กำหนดไว้ แต่ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยง เพราะเป็นโครงการระดับหลายแสนล้านบาท แต่เราบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด และยังถือเป็นโครงการอันดับหนึ่งของบริษัท
เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ไทยออยล์จะมีกำลังการกลั่นเพิ่มเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมยกระดับคุณภาพน้ำมัน และเพิ่มความสามารถแข่งขันในระยะยาว
นายพงษ์พันธุ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาพกำไรที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีเป็นเพียงผลของภาวะราคาน้ำมันขาขึ้น เพราะต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงจะทยอยสะท้อนเข้ามาในงบไตรมาส 2-4 ดังนั้น สิ่งที่เห็นในไตรมาสแรกอาจไม่ใช่กำไรที่แท้จริงในระยะยาว เพราะเมื่อราคาน้ำมันลง เราจะเผชิญ Differential Stock Loss ซึ่งอาจทำให้กำไรหายไปอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์ยืนยันว่าจะยังเดินหน้ารักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศต่อไป แม้ต้องเผชิญภาระต้นทุนและความเสี่ยงสูง พร้อมย้ำว่าระบบพลังงานไทยยังไม่มีความเสี่ยงด้านการขาดแคลนในระยะสั้น แม้อาจยังต้องเผชิญความผันผวนด้านราคาต่อเนื่องในระยะถัดไป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

