“ศุภจี” ส่งทีม ประสานเวียดนาม-จีน ลุย “ด่านสากลหูหงิ ด่านโหย่วอี้กวน”ปลดล็อคปัญหาขนส่งทุเรียนไทยไปตลาดจีน พร้อมขยายตลาดเมืองรอง รับผลผลิตทะลัก 2 ล้าน ด้านผู้นำเข้า ชี้ ทุเรียนไทยยังครองแชมป์ตลาดจีน
"ทุเรียน"ไทยในปี 2569 ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยคาดการณ์ปริมาณผลผลิตรวมทั้งประเทศสูงถึง 1.8-2.0 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 33% โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกที่ครองส่วนแบ่งผลผลิตเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ประมาณ 0.998 ล้านตัน และออกสู่ตลาดพร้อมกันในช่วงเดือน พ.ค.2569
ประมาณการการส่งออกทุเรียนไทยไปจีนขยายตัวต่อเนื่องในรอบ 10 ปี โดยในปี 2559 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีน 158,081 ตัน มูลค่า 257.69 ล้านดอลลาร์ และในปี 2568 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนมีปริมาณถึง 952,527 ตัน มูลค่า 3,721.79 ล้านดอลลาร์
“ตลาดจีน” ยังเป็นปลายทางหลักของทุเรียนไทย มีสัดส่วนการส่งออกถึง 97.4 % ทำให้ “ด่านชายแดน” กลายเป็นหัวใจสำคัญในการส่งออกทุเรียนไทยไปยัง “ตลาดจีน”
ผลไม้จากไทยจะถูกลำเลียงด้วยรถบรรทุกตู้เย็นผ่านเส้นทาง R12 เริ่มจาก จ.นครพนม เข้าสู่ประเทศลาว จากนั้นผ่านกรุงฮานอย ไปยังด่านสากลหูหงิ จังหวัดลางเซิน ประเทศเวียดนาม เพื่อเข้าสู่ด่านโหย่วอี้กวน เมืองผิงเสียง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีน
ทั้ง 2 ด่าน ถือเป็นจุดผ่านแดนทางบกระหว่างจีนกับเวียดนามที่มีความคึกคักทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยทำเลที่สะดวกต่อการขนส่ง ทั้งในเรื่องของระยะเวลาและต้นทุนโลจิสติกส์ ทำให้ที่นี่กลายเป็นด่านยุทธศาสตร์ที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกใช้ในการขนส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดจีน
แต่ช่วงที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องความแออัดของรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ส่งผลให้ต้องใช้เวลานานในการผ่านด่าน ทำให้คุณภาพสินค้าอาจจะมีปัญหาได้ก่อนถึงปลายทาง โดยเฉพาะในช่วงพีคฤดูผลไม้ คาดว่าจะมีรถขนส่งจากไทยและเวียดนามรวมสูงถึง 500-600 ตู้ต่อวันโดยเฉพาะ “ทุเรียนไทย” ที่ส่งผ่านไปยังเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีน
รวมทั้งเพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาดและสินค้าติดค้างที่ด่านชายแดน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจเส้นทางยุทธศาสตร์ขนส่งผลไม้ไทย ณ ด่านสากลหูหงิ ประเทศ และด่านโหย่วอี้กวน ช่วงวันที่ 23-25 เม.ย.2569
นางปิยนุช วุฒิสอน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ติดตามเส้นทางขนส่งผลไม้ไทยไปจีน พบพัฒนาการด้านโลจิสติกส์ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังเร่งแก้ปัญหาความแออัดหน้าด่านที่เคยทำให้รถบรรทุกต้องรอผ่านแดนนาน 4-5 วัน กระทบคุณภาพทุเรียน
ท้ังนี้ ปัจจุบันมีการยกระดับทั้งโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการ โดยนำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาใช้ควบคุมการจราจรและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ช่วยลดความหนาแน่นและเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ Viettel Logistic Park ศูนย์โลจิสติกส์อัจฉริยะครบวงจร ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ IoT ในการติดตามยานพาหนะและสินค้าแบบเรียลไทม์ เชื่อมโยงข้อมูลผ่าน Big Data
นอกจากนี้ ระบบยังสามารถติดตามจำนวนรถขนส่งขาเข้าและขาออกผ่านหน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์ พร้อมใช้กล้องวงจรปิดและระบบติดตามอัจฉริยะ ช่วยให้การบริหารจัดการจราจรและการเคลื่อนย้ายสินค้ารวดเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนเข้าสู่ Green Lane ไปยังด่านโหย่วอี้กวน ของ จีน ทำให้ระยะเวลาผ่านแดนลดลงเหลือเพียง 24 ชั่วโมง จากเดิมหลายวัน
ขณะที่ด่านโหย่วอี้กวนของจีน ยกระดับเป็นด่านระบบอัจฉริยะ (Smart Port) แห่งแรก โดยใช้เทคโนโลยีขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ไร้คนขับ และเปิดให้ผ่านแดนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดขั้นตอนและต้นทุนโลจิสติกส์ ขณะเดียวกันเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยขยายช่องจราจรจาก 6 ช่อง เป็น 14 ช่องในอนาคต ส่งผลให้ขีดความสามารถรองรับรถเพิ่มเป็น 2,800-3,000 คันต่อวัน จากเดิม 1,200-1,500 คัน
“ช่วงต้นฤดูกาลมีรถขนส่งผ่านแล้วเกือบ 300 คัน และคาดว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงพีค ระบบโลจิสติกส์ใหม่จะช่วยให้การระบายทุเรียนไทยผ่านเส้นทาง R12 สู่จีนทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงสินค้าตกค้างหน้าด่านในระยะยาวทำให้มั่นใจว่า ปีนี้จะไม่มีปัญหาด้านการขนส่ง” นางปิยนุช กล่าว
หลังผ่านด่านโหย่วอี้กวนแล้ว รถบรรทุกทุเรียนของไทยจะเข้าสู่ศูนย์การซื้อขายศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน (ฉงจั่ว)-อาเซียน เพื่อกระจายสินค้าไปยังตลาดผลไม้จีนเพื่อส่งถึงมือผู้บริโภค รวมทั้งตลาด HiGreen ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยทุเรียนไทย มีปริมาณการจำหน่าย 87,000 ตัน
นายกวน จุ้น อู๋ ผู้นำเข้าทุเรียนไทยจากจีน เปิดเผยว่า ทุเรียนจากจันทบุรียังครองใจผู้บริโภคชาวจีนได้เหนียวแน่น เหนือกว่าคู่แข่งเวียดนาม ด้วยมาตรฐานการเก็บเกี่ยวที่แก่จัดและรสชาติโดดเด่น โดยปีที่ผ่านมาบริษัทนำเข้าทุเรียนไทย 500-600 ตู้คอนเทนเนอร์ ขณะที่ปีนี้คาดว่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเพียงช่วงต้นฤดูกาลก็นำเข้าแล้ว 100-200 ตู้ และจำหน่ายได้วันละ 2-3 ตู้ หรือ 11 ตัน (ราว 960 กล่อง)
สำหรับการนำเข้าทุเรียนจะลำเลียงผ่านการขนส่งด้วยรถบรรทุกห้องเย็น เส้นทางเวียดนาม ผ่านด่านสากลหูหงิ เชื่อมเข้าสู่ด่านโหย่วอี้กวนของจีน ใช้เวลาขนส่ง 4-6 วัน ถึงเมืองหนานหนิง ซึ่งปัจจุบันขั้นตอนศุลกากรสะดวกรวดเร็วแม้ปริมาณรถจะหนาแน่น โดยเฉพาะทุเรียนไทยที่ได้รับการอำนวยความสะดวกทำให้ผ่านด่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“คนจีนนิยมทุเรียนไทยแม้ราคายังสูงช่วงต้นฤดูเพราะเชื่อมั่นคุณภาพ โดยทุเรียนลูกใหญ่ราว 5 กิโลกรัม ราคา 2,000 บาทต่อลูก แม้ปีนี้ผลผลิตไทยเพิ่มขึ้นมาก แต่ตลาดจีนยังมีความต้องการต่อเนื่องและยังไปได้อีกไกล”
สำหรับแผนการตลาดในเชิงรุก นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า แผนปฏิบัติการร่วมกับทูตพาณิชย์ 9 แห่ง (จีนและไต้หวัน) โดยเร่งขยายตลาดเมืองรอง ศึกษาเส้นทางกระจายสินค้าเข้าสู่เมืองใหม่ที่มีกำลังซื้อแต่เข้าถึงสินค้าไทยได้น้อย
พร้อมใช้กลยุทธ์ KOL Marketing ใช้ Influencer ทั้งชาวไทยและจีนโปรโมททั้งทุเรียนสดและ ทุเรียนแปรรูป เพื่อลดข้อจำกัดการขนส่งระยะไกล รวมทั้งมอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์แต่ละแห่งในจีนผลักดันการนำเข้าทุเรียนไทยให้ได้ไม่น้อยกว่า 150,000 ตันต่อสำนักงาน
การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุกก่อนฤดูกาลผลไม้ปี 2569 โดยเน้นการแก้ปัญหาหน้างานด้านโลจิสติกส์ การอำนวยความสะดวกด่านชายแดนและการขยายตลาดปลายทางในจีน เพื่อผลักดันการส่งออกทุเรียนไทย

