โครงการแลนด์บริดจ์เป็นเมกะโปรเจกต์ที่ถูกนำเสนอมาควบคู่กับโครงการคลองไทยในช่วง 20 ปี โดยล่าสุดรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์อีกครั้งภายใต้บริบทความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ช่องแคบมะละกาถูกจับตามองมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้อินโดนีเซียเคยประกาศเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกาในลักษณะเดียวกับอิหร่านเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งแม้จะไม่มีการตอบรับจากสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่มีการมองถึงความเสี่ยงของการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา
ยุคแรกเชื่อม “ปากบารา-สงขลา-แหลมฉบัง”
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2544 รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ได้เห็นชอบให้ศึกษาการขุดคลองกระ แต่ไม่มีความคืบหน้าจนปี 2548 ได้เห็นชอบในหลักการโครงการแลนด์บริดจ์ โดยนายทักษิณ ได้ยกเหตุผลการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาที่คับคั่งและมีปัญหาเพิ่มขึ้นทำให้เกิดความสิ้นเปลืองต้นทุนการขนส่ง
ดังนั้นหากไทยมีเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกฝั่งทะเลอันดามันและท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทยจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการขนส่งสินค้าและประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น และพื้นที่ที่ถูกเลือกพัฒนาท่าเรือน้ำลึก ประกอบด้วย
1.ฝั่งทะเลอันดามัน บริเวณ ต.ปากบารา อ.ละงู จ.สตูล ซึ่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ชาติศึกษาแล้วเหมาะสมกว่าการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่บุโบย จ.สตูล
2.ฝั่งทะเลอ่าวไทย บริเวณปากทะเลสาบสงขลา ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา
แผนการพัฒนาแลนด์บริดจ์ในช่วงนี้ส่วนหนึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะเป็นศูนย์การเชื่อมต่อการขนส่งไปท่าเรือเกาะลังกาวี ท่าเรือปีนัง ท่าเรือในเอเชียใต้ ท่าเรือในตะวันออกกลางและยุโรป
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมครั้งแรกเมื่อปี 2548 ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือน มิ.ย.2548 ถึงแผนดังกล่าวที่จะเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือน้ำลึกทั้ง 2 แห่ง กับท่าเรือแหลมฉบังในลักษณะแลนด์บริดจ์ (ถนน รถไฟ)
การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกปากบารา ประกอบด้วย ท่าเรือคอนเทนเนอร์ ท่าเรือท่องเที่ยวและท่าเรือประมง รวมงบประมาณ 5,500 ล้านบาท ส่วนท่าเรือสงขลามีอยู่แล้วแต่มีการใช้งานน้อยจึงคาดว่าเมื่อมีแลนด์บริดจ์จะมีสินค้าเพิ่มขึ้น
“ทักษิณ” ดึงกลุ่ม Dubai World มาศึกษา
ขณะที่ปี 2551 รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เห็นชอบให้ Dubai Port World ศึกษาแลนด์บริดจ์ ตามแรงผลักดันของนายทักษิณ ที่ใช้ดูไบเป็นฐานธุรกิจในต่างประเทศหลังรัฐประหาร โดย ครม.เห็นชอบวันที่ 20 พ.ค.2551 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอบันทึกความเข้าใจ (MoU) ช่วยเหลือแบบให้เปล่าเพื่อศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาท่าเรือฝั่งทะเลอันดามันและสะพานเศรษฐกิจเชื่อมท่าเรือฝั่งอ่าวไทย
ทั้งนี้ มีการลงนามระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และ Dubai Port World เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2551 ซึ่งอยู่ช่วงนายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยการลงนามครั้งนี้สุลต่าน อะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม Dubai World มาลงนามด้วยตัวเอง
รวมทั้งได้สนับสนุนแบบให้เปล่า เพื่อศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาท่าเรือระหว่างประเทศ 2 แห่ง บนชายฝั่งทะเลอันดามันและบนชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย วงเงิน 200 ล้านบาท
นอกจากนี้ รัฐบาลขณะนั้นมีเป้าหมายใช้แนวเส้นทางสะพานเศรษฐกิจเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งให้สิทธิยกเว้นภาษีแก่บริษัทที่ดำเนินธุรกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงพัฒนาบริการขนส่งบนแนวเส้นทางสะพานเศรษฐกิจ คือ การขนส่งทาง ถนนทางรถไฟและทางท่อ
สำหรับ Dubai Port World ถือว่าเป็นบริษัทขนาดใหญ่และเชี่ยวชาญการลงทุนและบริหารท่าเรือทั่วโลก รวมทั้งเป็นเจ้าของท่าเรือหลายแห่ง และมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจน้ำมันด้วย
“แลนด์บริดจ์”ขยับเส้นทางใหม่ “ระนอง-ชุมพร”
“แลนด์บริดจ์ ”และเรื่องได้เงียบหายไป 10 ปี จนกระทั่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2561 เห็นชอบให้ศึกษาโครงการคลองไทย โดยสั่งการให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ศึกษาความเหมาะสมของโครงการ แต่โครงการนี้ไม่ได้ข้อสรุป
หลังจากนั้น "แลนด์บริดจ์” ถูกพิจารณาอีกครั้งในในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2 โดยมีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีการขยับเส้นทางของแลนด์บริดจ์จากสตูล-สงขลา มาเป็นระนอง-ชุมพร
กระทรวงคมนาคมมอบหมายให้ สนข.ศึกษาแลนด์บริดจ์เส้นทางใหม่และได้คัดเลือกพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือที่เหมาะสมที่สุด 2 ฝั่ง ประกอบด้วย
1.ฝั่งอันดามัน บริเวณแหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง
2.ฝั่งอ่าวไทย บริเวณแหลมริ่ว จ.ชุมพร
สำหรับรูปแบบการลงทุนกำหนดให้ใช้แนวทางเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) ครอบคลุมท่าเรือน้ำลึก มอเตอร์เวย์ รถไฟ ระบบท่อขนส่งน้ำมัน และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์หลังท่า
“เพื่อไทย” เป็นรัฐบาลดึง Dubai World กลับมาอีกครั้ง
จนกระทั่งรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เห็นชอบในหลักการโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่กลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอีกครั้งเป็นผู้เสนอโครงการให้ ครม.เห็นชอบ เมื่อเดือน ต.ค.2566 โดยกำหนดให้มีการยกร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC)
นายเศรษฐา ยอมรับว่าไม่ได้พึ่งมาคิดตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่คิดมานานแล้วว่าควรจะผลักดันการที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง รถไฟความเร็วสูงและท่าเรือน้ำลึกที่จะเพิ่มศักยภาพของประเทศไทย
รวมทั้ง Dubai Port World กลับมาเจรจากับรัฐบาลไทยอีกครั้งในปี 2567 โดยนายกรัฐมนตรีได้หารือกับ Sultan Ahmed bin Sulayem ประธานกลุ่มบริษัทและผู้บริหารของ Dubai Port World ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า การดำเนินงานท่าเรือ รวมทั้งยังเป็น Operator ของท่าเรือแหลมฉบัง
การผลักดันของรัฐบาลนายเศรษฐาต้องสะดุดถึงแม้จะมีการโรดโชว์ในหลายประเทศเมื่อต้องพ้นจากตำแหน่ง
รัฐบาลภูมิใจไทยผลักดันแลนด์บริดจ์ต่อ
รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์อีกครั้งภายใต้บริบทความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ช่องแคบมะละกาถูกจับตามองมากขึ้น รวมทั้งอินโดนีเซียเคยประกาศเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกาในลักษณะเดียวกับอิหร่านเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ
นายอนุทิน แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการ มีกำหนดการศึกษา 90 วัน เพื่อให้รัฐบาลตัดสินใจ
คณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ จะนำผลศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาร่วมพิจารณา เพราะมีทั้งรายงานก่อนหน้านี้และรายงานฉบับใหม่ที่ปรึกษาภาคเอกชนด้วย
รวมทั้งที่ผ่านมาแลนด์บริดจ์อาจพูดถึงเพียงระบบราง แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจะลดระยะเวลาการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเดิมมีการขนส่งน้ำมันและก๊าซทางท่อเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าวจะทำให้มีในฝั่งตะวันตกด้วย
ชี้ลงทุนเฟสย่อยหนุนท่าเรือฝั่งตะวันตก
ส่วนประเด็นเริ่มพัฒนาท่าเรือบางฝั่งก่อนมีความเป็นไปได้ โดยเป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP) และการลงทุนภาคเอกชนไม่กำหนดเฉพาะนักลงทุนต่างชาติหรือนักลงทุนไทย
“การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย“ นายสิริพงศ์ กล่าว
เล็งนำร่องลงทุนท่าเรือฝั่งระนอง
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกฝ่ายที่จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ให้รอผลการศึกษาจากคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะการศึกษาก่อนหน้านี้ขาดมิติภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นประเด็นล่าสุด โดยหลังมีเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการเดินเรือมากขึ้น ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงเมื่อจะลงทุนแลนด์บริดจ์
รวมทั้งต้องพิจารณาประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการขนาดใหญ่ใช้วงเงินลงทุนสูงมาก แม้ไม่ใช้งบประมาณรัฐแต่การดึงภาคเอกชนมาลงทุนอาจต้องแบ่งเฟสย่อย และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญก่อน เช่น ท่าเรือน้ำลึกระนอง
ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการขนส่งฝั่งตะวันตก เพื่อให้ไทยมีท่าเรือน้ำลึกขนส่งสินค้าฝั่งทะเลอันดามันที่เชื่อมต่อไปอินเดีย ศรีลังกา ตะวันออกกลางและยุโรป
รวมทั้งหากลงทุนก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกระนอง จะมีผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่ขนส่งสินค้าจากตอนใต้ของประเทศจีน โดยส่งสินค้าไปหลายประเทศ เช่น เมียนมา บังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา
เพิ่มทางเลือกใช้กม.EEC ขยายพื้นที่หนุนลงทุน
สำหรับข้อกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่อาจมีข้อจำกัด เนื่องจากในพื้นที่ภาคใต้ยังไม่ประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.
ดังนั้นทางเลือกที่จะดำเนินการเป็นการใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตวันออก (EEC) ประกาศเขตพัฒนาพิเศษในพื้นที่จังหวัดที่จะมีการเปิดให้ลงทุนได้ โดยไม่ต้องรอให้ พ.ร.บ.SEC ซึ่งทำให้การลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดำเนินการได้ โดยไม่ต้องรอให้กฎหมายฉบับใหม่ประกาศใช้
เปิดผลศึกษา สนข.ลงทุน 9.9 แสนล้าน
ขณะเดียวกัน จากการปรับขนาดก่อสร้างแลนด์บริดจ์ ส่งผลให้ สนข.ประเมินวงเงินการลงทุนลดเหลือ 9.9 แสนล้านบาท จากแผนเดิมประเมินไว้ 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น
- ระยะที่ 1/1 (ปี 2573-2574) มูลค่าการลงทุน 6.17 แสนล้านบาท
- ระยะที่ 1/2 (ปี 2575-2577) มูลค่าการลงทุน 1.74 แสนล้านบาท
- ระยะที่ 1/3 (ปี 2578-2596) มูลค่าการลงทุน 2.05 แสนล้านบาท
- ระยะที่ 2 (ปี 2597-2622) ยังไม่มีการประเมินแผนลงทุน เนื่องจากจะต้องรอให้มีการพัฒนาแผนระยะที่ 1 ให้แล้วก่อน
ลงทุนรูปแบบ PPP สัมปทาน 50 ปี
สำหรับรูปแบบการลงทุน ปัจจุบัน สนข.ศึกษาความเหมาะสมโดยจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐ (PPP) ลักษณะ PPP Net cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี โดยการเปิดประมูลใช้หลักการ One Port Two Sides ดำเนินการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว
ส่วนผู้เข้ามาลงทุนจะต้องมีประสบการณ์ในการบริหารท่าเรือ และสายการเดินเรือ เพื่อดึงสินค้าเข้ามาใช้บริการท่าเรือ และจะต้องมีความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงการ

