ส่งออกไก่ไทยวิกฤติ จีนแบน 17 โรงงานพ่วงพิษสงครามทำต้นทุนพุ่ง ด้านประมงอ่วมน้ำมันแพงจอดเรือทิ้งแล้ว 40% ภาคประชาชนร้อง “สุริยะ” ย้ายอธิบดีปศุสัตว์ ปล่อยจีนแบนไก่ไทย
นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกและราคาไก่ในขณะนี้ ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลมาจาก 2 สาเหตุหลักๆคือ จีนที่ระงับการส่งออกของ17 โรงผลิต และสงครามตะวันออกกลาง โดยในส่วนของจีน จากที่ไทยเคยส่งออกได้ 22 โรงผลิต ปัจจุบันส่งออกได้เพียง 5 โรงผลิตเท่านั้น จากที่ ได้เพิ่มความเข้มงวดกับระบบการตรวจสอบมาตรฐานการผลิตและสุขอนามัยของโรงงานส่งออก ปัจจุบันกรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างเจรจา
ส่วนสาเหตุที่จีนเพิ่มความเข้มงวดนั้น เป็นผลมาจากที่จีนขยายกำลังการผลิต ให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดการนำเข้า แม้ความต้องการในประเทศจะขยายตัว ปัจจุบันราคาไก่โดยเฉพาะตีนในจีนมีราคาแพงขึ้น ดังนั้นหากกำลังการผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ และราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงผิดปกติ คาดว่าจะเปิดให้ไทยส่งออกได้อีกครั้ง ทั้งนี้เพราะผู้ผลิตของไทยเองไม่ได้ลดกำลังการผลิตลงสามารถส่งออกได้ทันทีเมื่อมีคำสั่งซื้อ
ซ้ำผลสงครามดันต้นทุนผลิตเพิ่ม
สำหรับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ไทยไม่สามารถส่งออกในตลาดนี้ได้ ราคาน้ำมันแพงขึ้น การขนส่งไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้ ทำให้การส่งออกไก่ไทยในตลาดอังกฤษและสหภาพยุโรปจึงต้องอ้อมแหลมกูดโฮป ที่มีระยะทางไกลกว่าค่าระวางเรือแพงขึ้น การผลิตน้ำมันดิบที่ลดลงของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ยังส่งผลให้ขาดแคลนพลาสติก ทำให้เกิดปัญหาด้านบรรจุภันฑ์ นอกจากนี้ปัญหาภัยแล้ง และการขนส่งยังทำให้วัตถุิบอาหารสัตย์ปรับเพิ่ม ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลือง
ทั้งหมดส่งผลให้การส่งออกไก่ของไทยช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. ลดลง 2 % ภาพรวมการส่งออกทั้งปีจะลดลงตามไปด้วย เมื่อเทียบกับปี2568 ที่ไทยส่งออกได้ 1.3 ล้านตัน มูลค่า 1.56 แสนล้านบาท โดยไทยส่งออกในตลาดจีน 1 แสนตัน ในปีนี้จะลดลงเหลือเพียง 4-5 หมื่นตัน ตลาดตะวันออกกลาง จากที่เคยส่งออกได้ 2 หมื่นตัน ในปีนี้คาดว่าจะส่งออกไม่ได้เลย ตลาดอียู1.7-1.8 แสนตัน อังกฤษ 2 แสนตัน ต้องปรับราคาให้สูงขึ้นตามค่าขนส่ง มาเลเซีย 1.1 แสนตัน ญี่ปุ่นไทยส่งออกมาที่สุด 5 แสนตัน หรือประมาณ 40 % ของปริมาณส่งออก ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องของการขาดแคลนพลาสติกบรรจุภัณฑ์
ห่วงบริโภคในประเทศไม่กระเตื้อง
อย่างไรก็ตามราคาไก่เนื้อมีชีวิต หน้าโรงงานปัจจุบันลดลง จาก 43-44 บาท เหลือ 39-40 บาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากการบริโภคภายในปะเทศยังไม่ดี ประกอบกับเพิ่งจบเทศกาลสงกรานต์ที่ผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องกันรายได้บางส่วนเพื่อจ่ายค่าเทอม ในขณะที่อัตราการขนส่งที่ปรับเพื่มขึ้น ยังผลให้ราคาไก่เนื้อขายปลีกมีราคาแพง
นายศราวุธ โถวสกุล ที่ปรึกษาสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น แม้รัฐบาลจะช่วยเหลือกลุ่มประมงในอัตราลิตรละ 36.50 บาท แต่ยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับอัตราเดิมที่เคยได้รับในอัตราลิตรละ 17 บาท ทำให้เรือประมงต้องจอด 40 % ของจำนวนเรือ6,000 ลำ หลังจากนี้หากราคาน้ำมันยังไม่ปรับลดลง คาดว่าจะจอดเพิ่มอีก 20 % โดยอัตราค่าน้ำมันที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 30 ต่อลิตร หากสูงกว่านี้คาดว่าเรือประมงไทยจะต้องจอดมากถึง 70 % และทำให้ราคาสินค้าทะเลต้องปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุน
อย่างไรก็ตามเนื่องจากปัจจุบันเป็นช่วงจบเทศกาลสงกรานต์ การออกนอกบ้านเพื่อสันทนาการมีน้อยลง ทำให้ราคาส้นค้าประมงภาพรวมลดลง โดยราคาปลาที่ส่งตามร้านอาหาร ปลาสำหรับทำลูกชิ้น ซูริมิ ปรับตัวลดลง 10 % เช่น เก๋า จาก กิโลกรัมละ 350 บาทลดลงเหลือ 300 บาท กะพง กิโลกรัมละ 150 บาท ลดลง เหลือ 130 บาท กลุ่มลูกชิ้นปลาจากราคา กิโลกรัมละ 60 บาทเหลือ 50 บาท เป็นต้น หมึก ไซส์ 8-10 ตัว/ กิโลกรัม จาก350 ต่อกิโลกรัมเหลือ 110 บาท ไซส์ 30-40 ตัวต่อกิโลกรัม ราคา130-110 บาท
จี้เด้งอธิบดีทำจีนแบนนำเข้าไก่สูญ 2 หมื่นล้าน
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ที่ยื่นหนังสือถึงนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเรียกร้องให้โยกย้ายและตรวจสอบการทำงานของอธิบดีกรมปศุสัตว์ อ้างว่าละเลยปัญหาส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไปจีน เข้าข่ายผิดมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
นายนพรุจ กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสุริยะ ได้สั่งโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทั้งที่จะเกษียณราชการวันที่ 30 ก.ย.ที่จะถึงนี้ ส่วนเหตุผลเชิงลึกไม่ขอยุ่งเกี่ยว เช่นเดียวกันกับอธิบดีกรมปศุสัตว์ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.พร้อมกัน ดังนั้น เมื่ออธิบดีกรมปศุสัตว์มีเรื่องร้องเรียน นายสุริยะต้องดำเนินการไม่ต่างจากการโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพื่อปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ปัจจุบันการส่งออกเนื้อสัตว์ปีก มีสัดส่วนถึง 22% ของมูลค่าการส่งออกเนื้อสัตว์ไทย หรือปีละเกือบ 3 หมื่นล้านบาท กำลังเผชิญวิกฤติหนัก หลังทางการจีนลดจำนวนโรงงานที่ได้รับอนุญาตส่งออก จาก 26 โรงงาน เหลือเพียง 4 โรงงาน หมายความว่าถูกระงับส่งออก 22 โรงงาน
จีนเตือนศักยภาพการผลิตไม่ตรงปก
สาเหตุหลักมาจากการตรวจสอบของหน่วยงานจีน ที่พบข้อสงสัยเรื่องศักยภาพการผลิตไม่ตรงกับใบรับรองที่กรมปศุสัตว์ออกให้ และมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการสวมสิทธิเนื้อสัตว์ปีกที่มาจากประเทศอื่นที่ทางการจีนไม่รับซื้อ ส่งผลให้จีนสั่งระงับ 22 โรงงานในไทยตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2568
“แม้ทางการจีนจะมีหนังสือแจ้งเตือนให้ไทยเร่งแก้ไขข้อบกพร่องหลายครั้ง ฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ไม่มีความคืบหน้าใด ๆทั้งนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา กระทบผู้ประกอบการถึง 22 โรงงาน คิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ”
หากนายสุริยะยังไม่เร่งแก้ไข ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกจีนระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์ทั้งหมด ซึ่งจะกระทบแรงงานในอุตสาหกรรมนี้นับแสนคน ดังนั้นต้องตัดสินใจอย่างรีบด่วน หากยังนิ่งเฉยไม่มีการโยกย้ายหรือดำเนินการใด ๆ กับอธิบดีกรมปศุสัตว์ ทางกลุ่มอาจต้องยกระดับการเคลื่อนไหวในสัปดาห์หน้า และเตรียมเข้ายื่นให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตรวจสอบด้วย แล้วหากทางการไทยยังนิ่ง ก็พร้อมเตรียมยื่นเรื่องถึงผู้นำจีนเพื่อขอชะลอมาตรการแบน

