รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าในการพิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อรับมือกับวิกฤตจากตะวันออกกลางฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้มีการนำร่างพ.ร.ก.ขึ้นทูลเกล้าฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยลำดับต่อไปจะเป็นขั้นตอนการรายงานต่อที่ประชุมสภาฯในวันที่ 14 พ.ค.นี้ จากนั้นจะมีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการฯที่มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานเพื่อวางหลักเกณฑ์และแนวทางการอนุมัติโครงการที่มีวัตถุประสงค์หลัก ในเรื่องการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่าน (transition) ภาคพลังงานของประเทศ ไปสู่พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
การออก พ.ร.ก.กู้เงินฯวงเงิน 4 แสนล้านบาทฉบับนี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม.หลายหน่วยงาน
โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นว่า สศช.ได้พิจารณาร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ มีความเห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือในการช่วยลดผลกระทบของประชาชนจากค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
อย่างไรก็ตามมีความเห็นเพิ่มเติมว่ากระทรวงการคลังควรพิจารณาจัดทำแผนการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าวที่ชัดเจน และมุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพด้านการคลังอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้การใช้จ่ายเม็ดเงินจากร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความ ไม่แน่นอนสูง ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินการสามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้การใช้จ่ายเม็ดเงินจากร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ทั้งสองแผนงานควรมุ่งเน้นโครงการที่มีความพร้อมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแผนงาน ทั้งในด้านการช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ
รวมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และช่วยยกระดับศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย สำหรับกลไกการดำเนินการและการติดตามประเมินผลตาม สศช.ให้ความเห็นว่าเพื่อให้การกู้เงินในครั้งนี้ มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ควรมีการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องด้วย

