แนวคิดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ หรือ “เมกะโปรเจกต์” ที่ถูกนำเสนอโดยนโยบายของรัฐบาลต่างๆถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแทบทุกยุคทุกสมัย ทุกรัฐบาล เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ถือเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ มักเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากรัฐบาลมักนำโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ไปเป็นประเด็นในการโรดโชว์ในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่โรดโชว์แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่มีการโรดโชว์โครงการ EEC และรัฐบาลเศรษฐา ที่นำเสนอโครงการแลนด์บริดจ์
อย่างไรก็ตามในการขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้มากตามมาด้วยคำถามเรื่องความคุ้มค่าในการลงทุน ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ และมีโครงการจำนวนไม่น้อยที่รัฐบาลเคยประกาศว่าจะขับเคลื่อน รวมทั้งอาจมีการจัดทำรายงานผลการศึกษาแล้วแต่ก็ไม่ได้ก่อสร้างจริง เปรียบเสมือนการสร้างโครงการอยู่แค่เพียงในกระดาษ แต่ไม่ได้มีการตอกเสาเข็มเริ่มก่อสร้างจริง
"กรุงเทพธุรกิจ" รวบรวมโครงการเมกะโปรเจกต์ 5 โครงการที่เคยมีการขับเคลื่อนในรัฐบาลช่วงหนึ่งแต่ยังไปไม่ถึงฝั่งฝันดังนี้
1.โครงการท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมทวาย (Dawei SEZ) โครงการนี้แม้จะอยู่ในพื้นที่เมืองทวาย แคว้นตะนาวศรี แต่ในอดีตโครงการนี้เคยเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลไทยในช่วงปี พ.ศ.2551 โดยเริ่มต้นจากการที่บริษัทเอกชนของไทยคือบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน) หรือ ITD ได้รับสัมปทาน
ต่อมาโครงการนี้ได้รับการยกระดับเป็นโครงการลงทุนที่เป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาล มีการวางรูปแบบโครงการให้เป็นท่าเรือน้ำลึก และเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการดึงญี่ปุ่นเข้ามาเป็นประเทศที่ 3 ที่เข้ามาช่วยลงทุน ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรมหนัก (โรงถลุงเหล็ก, โรงไฟฟ้า)
โครงการนี้ประเทศไทยเคยตั้งเป้าหมายว่าจะให้ท่าเรือทวายเป็นประตูเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าจากมหาสมุทรอินเดียสู่ทะเลจีนใต้ โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งจะช่วยยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ได้
อย่างไรก็ตามในที่สุดโครงการฯทวายล่าช้าและถูกระงับไปหลายครั้ง ตามสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่งในเมียนมา ขณะที่การลงทุนในโครงการที่อยู่นอกประเทศมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้จำนวนมาก ทั้งรัฐบาลไทยและญี่ปุ่นได้ถอนตัวจากโครงการนี้ โดยสถานะปัจจุบันของโครงการในปี 2568 รัสเซียได้ลงนามข้อตกลงร่วมพัฒนาท่าเรือ โรงไฟฟ้า และนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคในพื้นที่โดยได้รับอนุมัติจากรัฐบาลทหารเมียนมา
2.โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-เชียงใหม่ เคยถูกกำหนดให้เป็นรถไฟความเร็วสูงสายแรกของไทย และเรียกว่า “รถไฟไฮสปีดชิงกันเซ็งสายแรกของไทย”
โครงการนี้มีระยะทาง 668 กม.เป็นโครงการที่กระทรวงคมนาคม(ประเทศไทย) และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น (MLIT) ได้เคยมีการร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาระบบรางระหว่างไทย-ญี่ปุ่นโดยแบ่งเป็น 2 ระยะ(เฟส) แรกกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 380 และเฟส 2 พิษณุโลก-เชียงใหม่ ระยะทาง 288 กม.
ปัจจุบันโครงการนี้ยังถูกชะลอออกไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด โดยสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคมในขณะนั้นให้ชะลอโครงการไว้ก่อน เพื่อเร่งรัดรถไฟไฮสปีดไทย-จีนทั้ง 2 เฟสก่อน เนื่องจากรัฐบาลมีภาระงบประมาณ ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นยังไม่พร้อมร่วมลงทุนตามข้อเสนอประเทศไทย
สำหรับผลการศึกษาขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) เมื่อปี 2560 โครงการมีวงเงิน ลงทุนประมาณ 276,226 ล้านบาท ต่อมาปี 2564 ได้ทบทวนผลการศึกษาปรับลดวงเงิน14,472 ล้านบาท รวมเป็น261,754 ล้านบาท มี 12 สถานี ได้แก่สถานีกลางฯ สถานีดอนเมือง สถานีอยุธยา สถานีลพบุรี สถานีนครสวรรค์ สถานีพิจิตร สถานีพิษณุโลก สถานีสุโขทัย สถานีศรีสัชนาลัย สถานีลำปาง สถานีลำพูน และสถานีเชียงใหม่
สถานะปัจจุบันโครงการไฮสปีดเทรนสายนี้ไม่มีความคืบหน้า หลังจากญี่ปุ่นปฏิเสธการเข้ามาร่วมลงทุนโครงการกับไทย แต่ยินดีสนับสนุนเรื่องเทคโนโลยีระบบชิงกันเซ็ง ขณะที่นโยบายการพัฒนาเส้นทางรถไฟของไทยในระยะหลังเน้นการลงทุนในรถไฟทางคู่ ส่วนโครงการไฮสปีดนั้นเหลือการก่อสร้างแค่โครงการไทย-จีน ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบินยังรอการแก้ไขสัญญาระหว่างรัฐและเอกชน
3.โครงการสะพานไทย โครงการนี้เป็นเมกะโปรเจกต์ที่นำเสนอโดยนาย ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ในช่วงที่รับตำแหน่งประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจและประธานคณะอนุกรรมการวิเคราะห์และเสนอแนะมาตรการบริหารเศรษฐกิจ และส่งเสริมการลงทุนในระยะปานกลางและระยะยาว ในคณะกรรมการศูนย์บริหารสถารการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากโควิด-19 หรือ“ศบศ.” ได้เคยนำเสนอโครงการนี้ไว้
โดยโครงการนี้มีวงเงินการลงทุนประมาณ 9 แสนล้านบาท สร้างสะพาน ความยาวประมาณ 80 - 100 กิโลเมตร เชื่อมต่อจากพื้นที่อีอีซีไปยังภาคตะวันตกตอนล่างและภาคใต้ตอนบน เชื่อมระหว่างพื้นที่อีอีซีมายังฝั่งตะวันตกในพื้นที่ของจ.เพชรบุรี หรือ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยต้องการให้ “ความเจริญ” จากพื้นที่อีอีซีกระจายตัวมายังพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันตก และภาคใต้ตอนบน
โครงการนี้มีรัฐบาลในขณะนั้นได้มอบหมายให้ สำนักงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สำนักงานอีอีซี) ไปศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้โดยจะจัดสรรงบประมาณปี 2564 ให้ทำการศึกษาโครงการ รวมทั้งมีการนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับทราบโครงการ และมีการอนุมัติให้มีการศึกษาโครงการเบื้องต้น (pre-feasibility study) แต่ในที่สุดโครงการนี้ก็ไม่มีการเดินหน้าต่อในทางปฏิบัติ หรือการสานต่อในเชิงนโยบายแต่อย่างใด
4.โครงการสร้อยไข่มุกอ่าวไทย โครงการที่สร้างความฮือฮาในช่วงเวลาปี 2567 หลังจากการกลับมาประเทศไทยและขึ้นเวทีเสวนา โชว์วิชั่นของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ระบว่า กทม.และปริมณฑลต้องมีการลงทุนสร้างโครงการเพื่อป้องกันน้ำท่วม กทม. โดยนอกจากป้องกันน้ำท่วมโดยถมทะเลบางขุนเทียน ต้องสร้างเมืองสีเขียว เป็นเมืองใหม่ให้รถไฟฟ้าวิ่ง มีรถไฟเชื่อม และป้องกันน้ำท่วมได้
แนวคิดนี้ถูกขยายความจนเป็นเมกะโปรเจกต์ขนาดมหึมาโดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าเมื่อพิจารณาถึงแนวคิดการสร้างสิ่งปลูกสร้างเพื่อป้องกันน้ำทะเลท่วม กทม.และจังหวัดสำคัญๆ จะต้องสร้างสิ่งปลูกสร้างลงไปในทะเล มีชื่อว่าอย่างไม่เป็นทางการว่า “โครงการสร้อยไข่มุกอ่าวไทย”ในลักษณะของเกาะซึ่งเบื้องต้นอาจจะมีเกาะจำนวน 9 เกาะ และให้แต่ละเกาะนั้นมีเขื่อนเป็นแนวกั้นน้ำ และมีประตูเปิด-ปิดได้ซึ่งเกาะแรกจะสร้างในพื้นที่ของชายทะเลบางขุนเทียน จากนั้นจะสร้างเกาะอื่นๆ ไปจนถึงชลบุรี รวมระยะทางตลอดอ่าวตัว ก.ประมาณ 100 กิโลเมตร
ทั้งนี้พื้นที่เกาะที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดเชื่อมของเขื่อนกั้นน้ำแต่ละเกาะจะมีขนาดประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร และสร้างห่างจากชายฝั่งไป 1 กิโลเมตร มีถนนเชื่อมกับพื้นที่ชายฝั่ง โดยแนวความคิดก็คือ เกาะที่สร้างขึ้นนี้เป็นการลงทุนของเอกชน โดยเอกชนที่เข้ามาลงทุนก็จะได้สัมปทานไป อาจจะเป็น 99 ปี ซึ่งสามารถพัฒนาเกาะนี้ใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวที่จะเป็นแลนด์มาร์คใหม่ หรือเป็นเมืองใหม่ที่เป็นสมาร์ต ซิตีใช้พลังงานสะอาด ที่จะมีการติดตั้งกังหันลม หรือโซลาร์เซลล์ ก็สามารถที่จะออกแบบได้ โดยเมื่อหมดระยะเวลาสัมปทานแล้วพื้นที่นี้ก็จะเป็นของภาครัฐ ซึ่งแนวความคิดนี้ทำให้เกิดประโยชน์ทั้งในแง่ของภาครัฐที่ได้โครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ลุ่มในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล รวมทั้งพื้นที่ลุ่มในภาคกลางที่จะถูกน้ำทะเลท่วมถึงได้ในอนาคต
แม้จะมีการตื่นตัวและให้ความสนใจในโครงการนี้มากเมื่อมีการเปิดไอเดียโครงการออกมา แต่ในที่สุดไม่มีหน่วยงานใดรับเอาแนวคิดนี้ไปศึกษาต่อ ทำให้แนวคิดนี้ยังไม่ได้กลายเป็นนโยบายของรัฐบาล รวมถึงในช่วงที่รัฐบาลเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็ไม่ได้มีการเดินหน้าโครงการนี้แต่อย่างใด
และ 5.โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา โครงการอยู่ในพื้นที่ อ.ละงู จ.สตูล นับเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ภายใต้แผนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงอ่าวไทยและอันดามัน หรือ "แลนด์บริดจ์" ตามแนวเส้นทางเดิม รัฐบาลในปี 2560 เคยกำหนดให้โครงการนี้เป็นโครงการสำคัญในการพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ให้เป็นประตูการค้าระหว่างประเทศฝั่งอันดามัน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาให้เป็นท่าเรือพาณิชย์มาตรฐานสากล รองรับการส่งออกและนำเข้าสินค้า เชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือฝั่งอันดามันโดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา
อย่างไรก็ตามโครงการนี้สะดุดลงหลายครั้งเนื่องจากกระแสการคัดค้านอย่างหนักจากภาคประชาชนและนักอนุรักษ์ในเวทีรับฟังความคิดเห็นหลายครั้งไม่สามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากความวิตกกังวลในการทำลายระบบนิเวศทางทะเลซึ่งเป็นหัวใจหลักของจ.สตูล และการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและเส้นทางเดินเรือขนาดใหญ่ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา รวมถึงแหล่งปะการังเจ็ดสีที่ร่องน้ำจาบังอันเลื่องชื่อ
นอกจากนี้ ปัจจุบันพื้นที่ชายหาดปากบารายังทำหน้าที่เป็นท่าเรือท่องเที่ยวหลักสำหรับรับส่งนักท่องเที่ยวไปยังเกาะหลีเป๊ะ และเป็นแหล่งอนุรักษ์ประมงชายฝั่งที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตชาวบ้าน ชาวสตูลจึงตั้งคำถามว่า การแลกทรัพยากรธรรมชาติและการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน กับโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่นั้น คุ้มค่าจริงหรือ?
แรงกดดันทางสังคมที่รุนแรง รัฐบาลในขณะนั้นจึงมีมติให้ "พับแผน" โครงการออกไปก่อนเพื่อลดความขัดแย้ง จนถึงปัจจุบัน โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารายังคงอยู่ในสถานะ "ถูกชะลอและทบทวน" ยังไม่มีการเริ่มต้นก่อสร้างใดๆเมกะโปรเจกต์นี้จึงเป็นอีกโครงการที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นมาอีกครั้ง ต้องติดตามว่าโครงการนี้จะสามารถเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ หรือว่าจะเป็นอีกโครงการหนึ่งที่แค่จัดทำผลการศึกษา แต่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

