ท่ามกลางการแข่งขันด้านพลังงานสะอาดที่กำลังทวีความรุนแรงทั่วโลก ประเทศต่าง ๆ เร่งช่วงชิงวัตถุดิบและเทคโนโลยีเพื่อก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตเชื้อเพลิงแห่งอนาคต ขณะที่ประเทศไทยซึ่งมีจุดแข็งทั้งด้านความมั่นคงอาหารและพลังงาน รวมถึงมีวัตถุดิบปาล์มน้ำมันจำนวนมาก กำลังถูกจับตาว่าจะสามารถเปลี่ยน “ความพร้อม” ให้กลายเป็น “ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ” ได้หรือไม่ ท่ามกลางโจทย์สำคัญเรื่องต้นทุน การบริหารสต็อก และความชัดเจนของนโยบายรัฐในการขับเคลื่อนเชื้อเพลิงชีวภาพและ SAF ในระยะยาว
นายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย กล่าวว่า สถานะของประเทศไทยในขณะนี้เปรียบเสมือนศูนย์หน้า ที่เพื่อนส่งบอลมาให้ถึงเท้าแล้ว อยู่ที่ว่าจะยิงเข้าประตูหรือไม่ เนื่องจากไทยมีแพลตฟอร์มที่พร้อมและมีวัตถุดิบมหาศาล
ทั้งนี้ ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีความมั่นคงทางอาหารและพลังงานพร้อมกัน โดยสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้ประมาณ 3 ล้านตันปลายๆ ต่อปี (ขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศ) ซึ่งในจำนวนนี้คนไทยบริโภคจนอิ่ม ทำพลังงานจนพอ และยังมีส่วนเกินเหลือส่งออกได้ถึง 30% ของผลผลิตทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบในเวทีโลก ไทยยังเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ที่ทิ้งห่างจากอินโดนีเซีย (อันดับ 1 ผลิตได้เกือบ 50 ล้านตัน) และมาเลเซีย (อันดับ 2 ผลิตได้ประมาณ 20 ล้านตัน) การที่ไทยตั้งอยู่ใกล้ตลาดโลกและเป็นผู้ส่งออกสุทธิ (Net Exporter) มาหลายปี ทำให้ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคากับยักษ์ใหญ่ทั้งสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จี้บริหารสต็อกอุดรูรั่ว 1.2 แสนล้าน ลดภาระกองทุนฯ
ประเด็นสำคัญที่เน้นย้ำคือ ประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนและสต็อก โดยน้ำมันปาล์มเป็นสินค้าเกษตรตามฤดูกาล หากบริหารจัดการสต็อกในประเทศไม่ดีพอ จะส่งผลให้ราคาในไทยสูงกว่าตลาดโลก
“จากการคำนวณในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา หากเราบริหารจัดการสต็อกให้มีประสิทธิภาพและราคาเหมาะสม เราจะสามารถประหยัดเงินที่จ่ายไปโดยไม่จำเป็นได้เฉลี่ยถึง 120,000 ล้านบาท หากทำได้จะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการเข้ามาอุดหนุนได้ถึง 40,000 - 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเงินหมุนเวียนจำนวนมหาศาลที่สามารถนำไปพัฒนาด้านอื่นได้"
นอกจากนี้ ผลประโยชน์ทับซ้อนในเชิงบวกจากนโยบายพลังงานสะอาด โดยยกตัวอย่างการเข้ามาลงทุนของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ในอดีต (เช่น บริษัทในกลุ่ม S-Curve) ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง (DCH และ E4) จากผลพลอยได้ของอุตสาหกรรมไบโอดีเซล
“เหตุผลที่เขามาตั้งโรงงานในเมืองไทย เพราะเรามีนโยบาย B10 B20 ที่ชัดเจน ซึ่งนโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (Downstream) และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในรูปแบบไบโอรีไฟเนอรีอย่างแท้จริง”
ในมิติของเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) การแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง โดยเฉพาะความต้องการน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสินค้าที่ทุกประเทศแย่งชิงกันจนมีราคาสูง
ดังนั้น ความยั่งยืนที่แท้จริงคือการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบและถูกต้องตามหลักสากล เพื่อไม่ให้เกิดการย้ายที่ของปัญหา (Shifting the problem) รัฐบาลต้องส่งสัญญาณนโยบายให้ชัดเจนว่าจะเดินไปในทิศทางใด เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนการลงทุนในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมด้านวัตถุดิบและศักยภาพของอุตสาหกรรมอยู่แล้ว
ในมุมของภาคเอกชน มองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมไบโอดีเซลไทย ไม่ได้อยู่เพียงแค่การผลิตพลังงานทดแทน แต่คือการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงในรูปแบบ “ไบโอรีไฟเนอรี” ที่จะเชื่อมโยงตั้งแต่ภาคเกษตร พลังงาน เคมีภัณฑ์ ไปจนถึงเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการมากที่สุดในเวลานี้ คือ “สัญญาณนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง” จากภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดการลงทุนระยะยาว และผลักดันให้ไทยเปลี่ยนจากผู้ส่งออกวัตถุดิบ ไปสู่ศูนย์กลางพลังงานชีวภาพของภูมิภาคอย่างแท้จริง

