สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน เม.ย.2569 เท่ากับ 103.03 เทียบกับเดือน เม.ย.2568 เพิ่มขึ้น 2.89% ถือเป็นระดับที่ สูงที่สุดในรอบ 3 ปี 2 เดือน (38 เดือน) โดยกระโดดขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเดือนมี.ค.ที่ขยายตัวเพียง 0.08%
สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับสูงขึ้น และราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย รวมถึงราคาผักสดปรับสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และยอดรวม 4 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) เพิ่มขึ้น 0.32%
เงินเฟ้อในเดือนเม.ย. 2569 ที่ปรับสูงขึ้น 2.89 % ชี้ให้เห็นว่าราคาสินค้าหลายหมวดปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอาหารพร้อมทาน +2.51% น้ำมันเชื้อเพลิง +30.23% ค่าโดยสารสาธารณะ +8.82% – +24.09% และค่าโดยสารรถตู้ระหว่างจังหวัด +10.12% ส่วนสินค้าที่ได้รับผลกระทบไม่มาก ได้แก่ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ +1.35% และ สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด (+0.04%)
สนค.ได้สำรวจการปรับราคาอาหารจานเดียว ที่เป็นเมนูยอดฮิต ขยับราคาใน 7 รายการหลัก ประกอบด้วย ข้าวผัด, ผัดซีอิ๊ว/ราดหน้า, ข้าวหมูแดง, ข้าวมันไก่, ส้มตำ, ก๋วยเตี๋ยว, ข้าวราดผัดกะเพรา ในเดือนเม.ย.พบว่า จากการสำรวจจำนวนรายการทั้งหมด 1,396 รายการ มีราคาสูงขึ้น 136 รายการ (9.74%) โดยราคาปรับสูงสุดอยู่ในช่วง 30–40 บาท และ 41–50 บาท ซึ่งภูมิภาคที่มีการปรับราคาสูงสุดคือ ภาคใต้มีการปรับราคาสูงสุด +25% ตามมาด้วย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ +15.18%และกรุงเทพฯ/ปริมณฑล +14.87%
สาเหตุหลักที่ทำให้ "ของกิน" แพงหูฉี่ มาจากต้นทุนวัตถุดิบ (Supply Shock) สภาพอากาศที่ ร้อนจัด ทำให้ผักสดเสียหายและขาดตลาด ส่งผลให้ราคาผักพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าขนส่งที่แบกไม่ไหว โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นกว่า 30% ทำให้ต้นทุนการส่งวัตถุดิบจากไร่นามาสู่ร้านอาหารแพงขึ้น ผู้ประกอบการอั้นไม่อยู่ หลังจากแบกรับต้นทุนมานาน ร้านอาหารเริ่มเข้าสู่ภาวะ "ส่งผ่านต้นทุน" คือการปรับราคาขายหน้าร้านเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด
“นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ให้ความเห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันเงินเฟ้อ คือ ราคาอาหาร โดยเฉพาะ “อาหารจานเดียว” ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงาน หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูง คาดว่า อาหารจานเดียวจะปรับขึ้นเฉลี่ยราว 3% และอาจสูงถึง 6% โดยจะส่งผลกระทบในวงกว้างทั่วประเทศ
จากการปรับขึ้นของเงินเฟ้อในเดือนเม.ย. ปรับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 38 เดือน มาจากการพลังงานและอาหาร โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าโดยสารขนส่งสาธารณะสูง ส่งผลต่อค่าครองชีพโดยรวม ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเพราะการปรับราคาสินค้าและบริการบางหมวดสูงกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลต่อกำลังซื้อและค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยเฉพาะในภาคใต้และกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดดจากเดือนมี.ค.ที่อยู่ที่ 0.08 % มาเป็น 2.89 % และมีแนวโน้มขึ้นต่อเนื่องในเดือน พ.ค. โดยสนค.คาดว่า จะอยู่ที่ 3.06% สาเหตุหลักมา คือ ค่าพลังงาน และต้นทุนการส่งผ่านที่เริ่มอั้นไม่ไหว ต้องส่งผ่านต้นทุนมายังปลายทาง ทั้งค่าขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้เริ่มมีเสียงหนาหูขึ้นว่า ไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวหรือหยุดชะงัก แต่อัตราเงินเฟ้อกลับพุ่งสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม สนค.ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าองค์ประกอบ คือ เศรษฐกิจหยุดชะงัก (Stagnation) GDP ขยายตัวต่ำหรือแทบไม่ขยาย เงินเฟ้อสูง (Inflationว่างงานสูง (High Unemployment) และ การจ้างงานลดลง
แต่ภาวะการณ์แบบนี้เป็นภาวะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำ เงินเฟ้อสูง สาเหตุหลักเกิดจาก Supply Shock เช่น ต้นทุนพลังงานและน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการบางประเภทพุ่งสูง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง +30.23% YoY), ค่าโดยสารเครื่องบินต่างประเทศ +24.09% แม้ว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation แต่มีความเสี่ยงสูงมาก
แต่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ คือ "อาหารจานเดียว" ที่เป็นอาหารยอดฮิตสำหรับคนไทย เพราะสะดวก ง่ายๆ ไม่ต้องยุ่งยาก จะต้องเผชิญกับราคาที่ปรับขึ้นต่อเนี่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคกลับถดถอยลงสวนทางกับราคาอาหาร ทำให้ความสามารถในการบริโภคของครัวเรือนได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน แต่คงไม่ใช่แค่ อาหารจานเดียว เพราะจะลามไปถึงอาหารประเภทอื่นๆด้วย ซึ่งคนไทยต้องเตรียมรับมือกับของแพงที่จะลามไปทั้งระบบ

