“รัฐบาล” ลุยสอบนอมินี ทุนต่างชาติแฝงทำธุรกิจ แห่หนีภัยสงครามตะวันออกกลาง แย่งอาชีพคนไทยแหล่งท่องเที่ยว หวั่นความมั่นคง “พาณิชย์” ตรวจสอบ 2 ส่วน ทั้งกลุ่มเสี่ยงใช้นอมินี พบบริษัทเสี่ยง 5.3 หมื่นราย พร้อมสอบกลุ่มขัด พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว 6 พันบริษัท ส่วนใหญ่อยู่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก เข้าตรวจเส้นทางเงินคนไทย สอบบัญชีย้อนหลัง 5 ปี
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของคนต่างด้าวตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 รวมถึงปัญหาการถือหุ้นแทน (นอมินี) ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน เพื่อสร้างความโปร่งใส และป้องกันไม่ให้ใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลของภาครัฐ
สำหรับการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะแบ่งเป็น 2 แนวทาง ตามลักษณะการถือหุ้นของคนต่างชาติ ดังนี้
1.ปัญหานอมินี เป็นการตรวจสอบบริษัทที่ชาวต่างชาติถือหุ้น 0.01-49.99% มีถึง 118,016 บริษัท รวมทั้งปัจจุบันมีฐานข้อมูลนิติบุคคล 980,000 บริษัท พบความเชื่อมโยงที่มีความเสี่ยง 53,000 ราย และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ รวมถึงตรวจพบบัญชีม้าที่เชื่อมโยงกับนิติบุคคล 2,000 ราย
ขณะที่โครงสร้างการถือหุ้นของชาวต่างชาติดังกล่าวทำให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย แม้บางส่วนร่วมทุนจริงระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ แต่มีจำนวนมากที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งกระทบโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจ และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ
สำหรับการแก้ปัญหานอมินีได้ออกระเบียบให้มีมาตรการตรวจสอบทุนของคนไทยในบริษัทที่ต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% และมีชาวต่างชาติเป็นกรรมการถือเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี โดยตรวจสอบทุนของคนไทยผ่าน Bank Statement และส่งข้อมูลให้กองบัญชาการสอบสวนกลาง ซึ่งใช้แนวทางหลักในการตรวจสอบหุ้นส่วนทุกคนถึงการร่วมลงทุน และชำระค่าลงทุนจริง
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจน่าสงสัยใช้คนไทยเป็นนอมินี 6 กลุ่ม คือ 1.ธุรกิจท่องเที่ยว และที่เกี่ยวเนื่อง 2.ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจ e-Commerce ขนส่ง คลังสินค้า 4.ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต 5.ธุรกิจเกี่ยวเนื่องการเกษตร 6.ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป
รวมทั้งพื้นที่ตรวจพบนอมินีจำนวนมาก ประกอบด้วย ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่
2.ปัญหาธุรกิจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เป็นการตรวจสอบบริษัทที่มีคนต่างชาติถือหุ้น 50% ขึ้นไป โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีแผนเข้าไปตรวจสอบเชิงลึกนิติบุคคลที่เข้าข่ายผิดกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 6,551 ราย
สำหรับแนวทางการตรวจสอบโฟกัสนิติบุคคลจดทะเบียนในไทยที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นเกิน 50% โดยเริ่มตรวจสอบตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่มี 3 บัญชี รวมถึงการตรวจสอบรายได้หรือทรัพย์สิน และตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลัง 5 ปี และจะส่งข้อมูลเชิงลึกให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
10 อันดับที่ตั้งบริษัทขัดกฎหมายต่างด้าว
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย"กรุงเทพธุรกิจ" ว่า นิติบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และอาจฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 6,551 ราย แยกตามจังหวัดที่ตั้ง 10 อันดับแรก ดังนี้
กรุงเทพมหานคร 3,934 ราย ชลบุรี 1,084 ราย สมุทรปราการ 413 ราย ระยอง 252 ราย ปทุมธานี 133 ราย สมุทรสาคร 110 ราย นนทบุรี 95 ราย ภูเก็ต 68 ราย ฉะเชิงเทรา 61 ราย และเชียงใหม่ 59 ราย
นอกจากนี้ 10 อันดับแรก แยกตามประเภทธุรกิจ ดังนี้
1.การขายส่งสินค้าทั่วไป 327 ราย 2.ร้านขายปลีกเครื่องประดับ 284 ราย 3.การขายส่งสินค้าทั่วไปโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง 280 ราย 4.การขายส่งเครื่องจักร และอุปกรณ์อื่นซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ที่อื่น 258 ราย
5.การขายส่งสิ่งทอเสื้อผ้ารองเท้าเครื่องหนัง และของใช้ในครัวเรือนโดยได้รับค่าตอบแทนหรือสัญญาจ้าง 222 ราย 6.การซื้อและขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเองที่ไม่ใช่เพื่อเป็นที่พักอาศัย 217 ราย
7.การบริการด้านอาหารในภัตตาคาร ร้านอาหาร 204 ราย 8.การขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต 161 ราย 9.การก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย 152 ราย 10.การขายส่งนาฬิกา และเครื่องประดับ 145 ราย
ตรวจบริษัทต่างชาติถือหุ้นเกิน 50%
สำหรับการตรวจสอบเชิงลึกธุรกิจต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และอาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 แตกต่างจากการตรวจสอบธุรกิจต่างด้าวที่มีการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี)
ทั้งนี้ นิติบุคคลต่างด้าวที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.มีการตรวจสอบเชิงลึกที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อติดตาม และตรวจสอบ โดยเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในไทยมีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป เพื่อตรวจสอบธุรกิจที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต
สำหรับแนวทางจะคัดกรองข้อมูลนิติบุคคลต่างด้าวที่มีข้อบ่งชี้ประกอบธุรกิจตามบัญชีแนบท้าย 3 บัญชีของ พ.ร.บ.ตามประเภทธุรกิจ เพื่อแบ่งกลุ่มนิติบุคคลเป้าหมายว่าฝ่าฝืน พ.ร.บ. ตามบัญชีท้ายบัญชีใด ดังนี้
บัญชี 1 ธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ เช่น กิจการค้าที่ดิน การทำนา ทำไร่ ทำสวน
บัญชี 2 ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี หัตถกรรมพื้นบ้าน หรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
บัญชี 3 ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว เช่น กิจการนายหน้า กิจการค้าปลีกที่ทุนน้อยกว่า 100 ล้านบาท
สอบเชิงลึกเส้นทางเงินย้อนหลัง 5 ปี
จากนั้นนำกลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็นแผนการตรวจสอบ 2 ระยะ ด้วยเกณฑ์รายได้/ทรัพย์สิน เพื่อทำการตรวจสอบเชิงลึก เช่น ตรวจสอบงบการเงินปีปัจจุบัน และ 5 ปี ย้อนหลัง เชื่อมโยงกับลักษณะของข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล และส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
ทั้งนี้จะวิเคราะห์งบการเงิน และข้อมูลการจดทะเบียนเพื่อทำการเรียกตรวจบัญชีธุรกิจกลุ่มเสี่ยง เช่น มีข้อมูลระบุว่าประกอบธุรกิจ ซื้อ ขาย ให้เช่า อสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด และงบการเงินมีบัญชีที่ดิน ซึ่งต้องห้ามสำหรับต่างด้าว จะพิจารณาส่งข้อมูลให้กรมที่ดินตรวจสอบ และกรณีที่มีรายได้จากการให้เช่าก็จะถือว่าเข้าข่ายว่าเป็นธุรกิจบัญชี 3 จะพิจารณาตามกฎหมายต่างด้าวต่อไป
ส่วนการตรวจสอบบัญชีจะพิจารณาตามมาตรฐานการบัญชีว่าธุรกิจ และผู้ทำบัญชีปฏิบัติ ตามกฎหมายบัญชีหรือไม่ หากพบผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี เช่น ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี รวมทั้ง สำนักงานบัญชี ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบัญชี และกฎหมายทางวิชาชีพบัญชีจะดำเนินการทางตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งคณะกรรมการจรรยาบรรณดำเนินการทางวิชาชีพ
“สงคราม-ฟรีวีซ่า”หนุนย้ายถิ่นมาไทย
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการยกระดับการแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน และประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายหรือ “นอมินี” ในไทยและกำหนดให้เป็นวาระสำคัญของชาติ
ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) รายงาน ครม.เดือนมี.ค.2569 ได้หารือปัญหาการเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และครอบงำธุรกิจของชาวต่างชาติในไทย โดยมีสาระสำคัญว่าสืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานของประชากรเข้ามาอาเซียน และไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากชาวต่างชาติมองไทยเป็นสถานที่ปลอดภัย
รวมทั้งพบการใช้ช่องว่างจากมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (Free Visa) แอบแฝงมาประกอบอาชีพ และทำธุรกิจแข่งกับคนไทย โดยใช้วิธีการจ้างบุคคลสัญชาติไทยเป็นนอมินีในการถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หรือดำเนินธุรกิจประเภทต่างๆ เช่น โรงแรม ที่พัก โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา และร้านอาหาร
รัฐบาลหวั่นกระทบความมั่นคง
นอกจากนี้ พบประเด็นความมั่นคงจากการเกิดชุมชนต่างชาติเฉพาะกลุ่มในหลายพื้นที่ เช่น อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี, อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ จ. ภูเก็ต ซึ่งจัดกิจกรรมเฉพาะกลุ่มคนที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามา และห้ามบุคคลภายนอกเข้า จนกระทบการกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคม
ในการนี้ ครม.จึงได้วางแนวทางป้องกัน และแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ดังนี้
1.มอบหมายกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลัก บูรณาการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อติดตามตรวจสอบ และรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธุรกิจต่างชาติ
2.สั่งการกระทรวงพาณิชย์เข้มงวดการจดทะเบียน กำชับให้ตรวจสอบการรับจดทะเบียนประกอบธุรกิจเคร่งครัด เพื่อสกัดกั้นการใช้คนไทยเป็นนอมินีบังหน้าให้กับทุนต่างชาติ
3.ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาความเหมาะสมในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อให้เท่าทันต่อสถานการณ์ และป้องกันการเลี่ยงกฎหมายในอนาคต
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

