“คลัง” เตรียมเปิดลงทะเบียน "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" รอบใหม่ ภายใต้โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" คัดเข้ม 25 พ.ค.นี้ ดึง AI สแกนคนรายได้เกินเกณฑ์ออก-เปิดทางคนตกหล่น
กระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ ภายใต้โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" โดยคาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนในช่วงวันที่ 25 พ.ค. นี้ตามแผนงานที่วางไว้ และตั้งเป้าหมายจะเริ่มให้ประชาชนใช้สิทธิได้ในวันที่ 1 มิ.ย.
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงทะเบียนครั้งนี้จะเป็นการทบทวนสิทธิ เนื่องจากฐานข้อมูลการลงทะเบียนครั้งล่าสุดนั้นผ่านมาหลายปีแล้ว โดยจะนำฐานข้อมูลและระบบ AI มาช่วยทบทวนและตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด จุดประสงค์หลักคือเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยที่เคยตกหล่นและขาดโอกาสในการลงทะเบียนรอบที่แล้วให้สามารถเข้าสู่ระบบได้
ในขณะเดียวกันก็จะทำการคัดกรองกลุ่มผู้ถือบัตรเดิมจำนวน 13.2 ล้านคนด้วย หากพบว่าใครที่ปัจจุบันมีฐานะรวยขึ้นหรือมีรายได้เกินเกณฑ์ไปแล้ว ก็จะถูกคัดออก และซึ่งกระบวนการคัดกรองและยืนยันตัวตนนี้จะต้องทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย
โดยการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบใหม่นี้จะเริ่มพร้อมกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิในกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท โดยได้เงินเพิ่ม 700 บาท จากปกติ 300 บาท โดยไม่ต้องนำเงินส่วนตัวมาสมทบแบบคนละครึ่ง
สำหรับเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติจะยังคงอิงตามเกณฑ์เดิมที่คณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติไว้ คือพิจารณาผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และจะมีการพิจารณาด้านสินทรัพย์ร่วมด้วย
ทั้งนี้ ในการรับสิทธิเงินเยียวยาในเฟสแรกเดือนมิ.ย.และก.ค. ผู้ถือบัตรสวัสดิการเดิมจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเดือนละ 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งในระหว่างนี้กระทรวงการคลังจะตรวจสอบข้อมูลผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการใหม่ทั้งระบบ โดยเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเดือนละ 700 บาท ในเดือนส.ค. และก.ย.ต่อเนื่อง
ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้เกินเกณฑ์และไม่ได้อยู่ในรายชื่อบัตรสวัสดิการฯ รอบใหม่นี้ จะสามารถลงทะเบียบเพื่อรับสิทธิ์ในส่วนของคนละครึ่ง วงเงินเดือนละ 1,000 บาท อีก 2 เดือน โดยเมื่อใช้จ่ายรัฐจะช่วยสมทบ 60% และจ่ายเอง 40%
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงทะเบียนรอบใหม่นี้จะใช้ข้อได้เปรียบจากการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ที่มีความสมบูรณ์และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกันถึง 20 หน่วยงาน ครอบคลุมฐานข้อมูลประชาชนกว่า 60 ล้านคน และภาคธุรกิจอีกกว่า 6 แสนราย ซึ่งจากความเข้มข้นของการตรวจสอบด้วยฐานข้อมูลชุดใหม่นี้ คาดการณ์ว่าจะส่งผลให้จำนวนผู้ถือบัตรที่ผ่านเกณฑ์ลดลงจากปัจจุบัน 13.4 ล้านคน เหลือเพียง 9 ล้านคน

