โครงการระบบดิจิทัล e-WorkPermit ของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เริ่มเผชิญแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ หลัง “กิจการร่วมค้า ฟิวร์เจอร์ สกาย” ผู้รับจ้างดำเนินโครงการ ออกมาเปิดเผยปัญหาการบริหารจัดการและอุปสรรคการดำเนินงานหลายด้าน พร้อมตั้งคำถามถึงกระบวนการกำกับดูแลของภาครัฐ การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน รวมถึงการไม่ปรับปรุงเงื่อนไขโครงการให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง แม้ปริมาณผู้ใช้บริการพุ่งสูงกว่าประมาณการเดิมหลายเท่าตัว
นายชัยรัตน์ แสงจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กิจการร่วมค้า ฟิวร์เจอร์ สกาย ผู้ดำเนินโครงการ Outsourcing Service ของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ในการให้บริการขึ้นทะเบียน และต่ออายุใบอนุญาต ทำงานแรงงานต่างด้าวผ่านระบบดิจิทัล e-WorkPermit กล่าวว่า ภายใต้กรอบสัญญาจ้าง โดยยืนยันว่า ตั้งแต่วันเปิดให้บริการระบบ e-WorkPermit เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน กิจการร่วมค้าฯ ได้ดำเนินการอย่างเต็มศักยภาพภาพ ภายใต้กรอบสัญญาจ้าง เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้บริการ และประเทศชาติ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการยื่นเอกสารรูปแบบกระดาษสู่ระบบดิจิทัลกำลังประสบปัญหาสำคัญจากข้อกำหนดในสัญญาที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และอุปสรรคจากการบริหารจัดการของภาครัฐที่ล่าช้า
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้รับจ้างดำเนินโครงการที่เป็นคู่สัญญาได้ทำหน้าที่บริหารจัดการศูนย์บริการออกบัตรทั่วประเทศ 40 แห่ง ศูนย์แรกรับและสิ้นสุดการจ้าง 5 แห่ง และรถโมบายเคลื่อนที่อีก 8 คัน ท่ามกลางอุปสรรคที่สะสมมาตั้งแต่เริ่มเปิดบริการเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา
ชง 4 เรื่องเร่งด่วน ปลดล็อกวิกฤติแรงงานต่างด้าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ระบบการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ และบรรลุวัตถุประสงค์เรื่องความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส จึงได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. การปรับปรุงดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (SLA) และระบบค่าปรับที่เป็นธรรม ปัจจุบันสัญญาถูกกำหนดให้บริษัทต้องตรวจคำขอให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่ทันจะถูกปรับทันที 520 บาทต่อราย ซึ่งเท่ากับรายได้ทั้งหมดที่บริษัทจะได้รับจากการผลิตบัตร
แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาความล่าช้ามักเกิดจากข้อมูลที่รัฐส่งต่อมามีความผิดพลาดสูงถึง 70% เช่น พิมพ์ชื่อ-สกุลผิด หรือข้อมูลไม่ตรงกับบริษัทนายจ้าง บริษัทจึงเสนอให้หยุดการนับเวลา SLA ในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐไม่ได้ปฏิบัติงาน หรือในช่วงที่รอการตรวจสอบข้อมูลที่ผิดพลาดจากทางกรมการจัดหางาน
ยอดใช้งานพุ่ง 15 เท่า เกินสมมติฐานเดิม
2. การขยายขีดความสามารถและจุดบริการ ผลการศึกษาเดิมของกรมการจัดหางานเมื่อปี 2565 โดยกำหนดโครงสร้างระบบ บุคลากร และอุปกรณ์ตามสมมติฐานการใช้งานในขณะนั้น เดิมระบบวางกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำร้องไว้ 72 คน เพื่อรองรับปริมาณคำร้องประมาณ 6,000 รายการต่อวัน โดยกำหนดเวลาเฉลี่ยตรวจสอบรายการละ 5 นาที แต่หลังเปิดใช้งานจริงเมื่อวันที่ 13 ต.ค.2568 ปรากฏว่าบางช่วงมีคำร้องเข้าสู่ระบบมากกว่า 90,000 รายการต่อวัน สูงกว่าประมาณการเดิมถึง 15 เท่า
ทั้งนี้ บริษัทฯ จึงเสนอแผนขอขยายเวลาการให้บริการ (OT) และเพิ่มเคาน์เตอร์บริการในจุดที่มีความต้องการสูง เช่น พื้นที่ไอที สแควร์ ที่มีความพร้อมรองรับได้ถึง 1,000 คิวต่อวัน แต่ปัจจุบันกลับถูกระงับแผนการขยายงานโดยให้เหตุผลข้อจำกัดทางระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตบัตรใบอนุญาตทำงานก็สูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ใน TOR อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากร พื้นที่ อุปกรณ์ และระบบสนับสนุน
“เราพยายามขอให้มีการทบทวนข้อกำหนดต่างๆ ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมจริง เพราะภาระงานเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่กลับไม่มีการปรับปรุงเงื่อนไขอย่างเป็นรูปธรรม” นายชัยรัตน์ กล่าว
ดันดิจิทัลบูรณาการข้อมูลร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
3. การแก้ไขความซ้ำซ้อนและผิดพลาดของฐานข้อมูลรัฐ (Data Cleansing) ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ข้อมูลขยะจากระบบเก่าที่เป็นแมนนวล ซึ่งถูกถ่ายโอนมาสู่ระบบดิจิทัลไม่ครบถ้วน ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากไม่สามารถต่ออายุใบอนุญาตได้ จึงจำเป็นต้องมีการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมการปกครอง เพื่อให้การตรวจสอบตัวตนผ่านลายนิ้วมือและม่านตามีความแม่นยำและป้องกันการสวมสิทธิ์
4. การออกมาตรการจัดการกลุ่มจองคิวทิ้ง จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบปัญหาบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ (บนจ.) บางกลุ่มทำการจองคิวจำนวนมากแต่ไม่มาใช้บริการจริงสูงถึง 100 รายจาก 160 รายในบางพื้นที่ เพื่อเป็นการกั๊กคิวหรือนำไปขายต่อ บริษัทฯ จึงขอให้กรมการจัดหางาน ออกมาตรการลงโทษหรือขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) กลุ่มที่ทิ้งคิวเพื่อคืนสิทธิ์ให้แก่ประชาชนและนายจ้างที่เดือดร้อนจริง
นอกจากนี้ บริษัทยังเผชิญกับวิกฤติสภาพคล่อง เนื่องจากตั้งแต่เริ่มโครงการมากว่า 6 เดือน บริษัทฯ ได้ส่งรายได้เข้าคลังจากค่าธรรมเนียมบัตรไปแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท แต่ทางภาครัฐยังไม่เคยเบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่บริษัทเลยแม้แต่บาทเดียว แม้บริษัทจะมีค่าใช้จ่ายด้านพนักงานและค่าเช่าศูนย์บริการเดือนละกว่า 30 ล้านบาทก็ตาม
เตรียมขอเข้าพบ รมว.แรงงาน ผ่าทางตันระดับนโยบาย
จากปัญหาความไม่ชัดเจนในการกำกับดูแลโครงการ และการที่ข้าราชการระดับปฏิบัติการบางส่วนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีที่เคยรับปากจะแก้ไขปัญหา นายชัยรัตน์ จึงเตรียมทำเรื่องขอเข้าพบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด
โดยมีเป้าหมายเพื่อขอให้รัฐมนตรีช่วยผลักดันการแก้ไขสัญญาที่เป็นธรรม ปรับปรุงระบบการทำงานให้ทันสมัย และตรวจสอบความผิดปกติในการบริหารจัดการที่อาจเข้าข่ายการสกัดกั้นนวัตกรรมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
"เราต้องการสร้างประวัติศาสตร์ในการเปลี่ยนผ่านระบบงานภาครัฐจากกระดาษสู่ดิจิทัลอย่างแท้จริง เหมือนที่ผมเคยบริหารรถไฟฟ้าที่เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปเป็นพลังงานสะอาด แต่หากระบบที่สร้างความโปร่งใสกลับถูกทำลายด้วยดุลพินิจที่ไม่สมเหตุสมผล ประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด" นายชัยรัตน์ กล่าว
ออกบัตรแล้ว 7 แสนใบ ไร้แผนตรวจรับ
นายชัยรัตน์ กล่าวว่า นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ บริษัทได้ทำหนังสือถึงกรมการจัดหางานมาโดยตลอด เพื่อขอหารือและเสนอแนวทางปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่กลับไม่เคยได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการ
“ปัญหาสำคัญคือกรมการจัดหางานใช้การสื่อสารผ่านบุคคลเป็นหลัก ไม่มีคำสั่งหรือแนวปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้เมื่อมีการเปลี่ยนผู้ประสานงาน รายละเอียด Requirement และแนวทางปฏิบัติก็เปลี่ยนไปตลอด แต่กรอบเวลายังคงเดิม ส่งผลต่อการบริหารจัดการระบบและบุคลากรอย่างมาก” นายชัยรัตน์ กล่าว
ACT แนะปรับเงื่อนไขตามความจริง
แม้ในการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ผู้สังเกตการณ์อิสระจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ซึ่งเข้าร่วมตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จะมีข้อเสนอให้ทบทวนและปรับเงื่อนไขการดำเนินงานให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดอย่างเป็นทางการ
“มีการยอมรับร่วมกันว่าต้องแก้ไขกระบวนการ แต่สุดท้ายไม่มีประกาศนโยบายหรือคำสั่งที่ชัดเจนออกมา ทำให้ระบบ e-WorkPermit ที่ออกแบบตาม TOR เดิม ไม่สามารถรองรับสถานการณ์จริงได้เต็มประสิทธิภาพ” นายชัยรัตน์ กล่าว
นายชัยรัตน์ กล่าวย้ำว่า จากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บริษัทได้เสนอเปิดศูนย์บริการพิเศษชั่วคราวโดยใช้บุคลากร อุปกรณ์ และงบประมาณของกิจการร่วมค้าเองทั้งหมด เพื่อช่วยลดความแออัดและรองรับประชาชน แต่ข้อเสนอดังกล่าวกลับไม่ได้รับการพิจารณาจากกรมการจัดหางาน และไม่มีคำชี้แจงอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ พบว่ากรมการจัดหางานพยายามแก้ปัญหาด้วยการกลับไปใช้ระบบ Manual เปิดให้ลงทะเบียนและต่ออายุแรงงานต่างด้าวนอกระบบ e-WorkPermit โดยให้เหตุผลว่าระบบมีปัญหาและไม่สามารถรองรับปริมาณผู้ใช้บริการได้ทัน ดังนั้น หากมีการปรับเงื่อนไขให้เข้ากับสถานการณ์จะสามารถดึงแรงงานเข้าระบบได้อย่างเป็นธรรม
ชี้ไม่มี SLA กลาง แต่ละพื้นที่ใช้คนละมาตรฐาน
อีกปัญหาสำคัญคือ การกำกับดูแลโครงการยังไม่มีมาตรฐานกลาง หรือ Service Level Agreement (SLA) ที่ชัดเจน ส่งผลให้สำนักงานจัดหางานแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศมีแนวทางพิจารณาเอกสารและตรวจคำขอแตกต่างกัน ทำให้ผู้รับจ้างต้องรับภาระจากความไม่สอดคล้องดังกล่าว
“เราเคยเสนอแนวทางแก้ปัญหาและขอความชัดเจนอย่างเป็นทางการหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ขณะเดียวกันก็ยังถูกเรียกร้องให้แก้ปัญหาในเรื่องที่เราเคยเสนอแนวทางไปแล้วทั้งหมด” นายชัยรัตน์ กล่าว
นายชัยรัตน์ ยังเปิดเผยว่า แม้โครงการจะเป็นลักษณะ Outsourcing Service แต่กรมการจัดหางานยังคงมีอำนาจสั่งการโดยตรงในหลายกรณี หนึ่งในนั้นคือ คำสั่งให้ Mobile Unit หรือรถบัสไฟฟ้าพร้อมระบบผลิตไฟฟ้าและรถบรรทุกชาร์จไฟ เดินทางไปให้บริการออกบัตรแรงงานต่างด้าวที่ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน 60 คน
โดยภารกิจดังกล่าวมีต้นทุนดำเนินการประมาณ 300,000-400,000 บาท และถูกกำหนดให้เดินทางกลับทันทีหลังเสร็จภารกิจ โดยกิจการร่วมค้าต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
ยังไร้ประชุมตรวจรับงาน
นายชัยรัตน์ กล่าวว่า แม้ระบบ e-WorkPermit จะเปิดดำเนินงานมาตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.2568 และสามารถออกบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าวได้แล้วเกือบ 700,000 ใบ คิดเป็นมูลค่างานตาม TOR ราว 364 ล้านบาท แต่จนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการตรวจรับงานของกรมการจัดหางานยังไม่เคยมีการประชุมเพื่อตรวจรับงาน หรือให้ข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการแม้แต่ครั้งเดียว
“จนถึงวันนี้เรายังไม่ได้รับสัญญาณใดๆ ว่าจะมีการประชุมตรวจรับงานเมื่อใด ทั้งที่ระบบสามารถเดินหน้าฝ่าอุปสรรคต่างๆ และให้บริการประชาชนได้ต่อเนื่อง”
นายชัยรัตน์ กล่าวว่า โครงการ e-WorkPermit เป็นรูปแบบจ้างเหมาบริการที่เอกชนต้องลงทุนเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ บุคลากร ระบบไอที อุปกรณ์ และต้นทุนดำเนินงานทุกด้าน ขณะที่รายได้ของกิจการร่วมค้าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการผลิตใบอนุญาตทำงานเท่านั้น โดยกรมการจัดหางานไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทพยายามเพิ่มศักยภาพการให้บริการ ทั้งเพิ่มบุคลากร เพิ่มอุปกรณ์ เพิ่มคิวการให้บริการ เกินกว่าที่กำหนดไว้ใน TOR เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนและช่วยภาครัฐ แต่ปัญหาหลายเรื่องยังต้องการความชัดเจนจากหน่วยงานเจ้าของโครงการ” นายชัยรัตน์ กล่าว
แฉ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ขวางเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
แหล่งข่าวจากกระทรวงแรงงาน ตั้งข้อสังเกตว่า อุปสรรคที่เกิดขึ้นอาจมาจากความพยายามในการรักษาระบบแมนนวลเอาไว้ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มบุคคลบางกลุ่ม เนื่องจากระบบดิจิทัลของฟิวร์เจอร์ สกาย มีการจัดเก็บข้อมูลม่านตาและลายนิ้วมือที่ตรวจสอบได้ละเอียด ป้องกันการเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์แฝงในการดำเนินการ
"จะเห็นว่าบริษัทเอกชนถูกดึงเรื่องการอนุมัติใบอนุญาตให้ล่าช้าไป 4-5 เดือนในระดับจังหวัด ทั้งที่เราตรวจเอกสารเสร็จภายใน 24 ชั่วโมงแล้ว การทอดเวลาแบบนี้ทำให้แรงงานเดือดร้อน ดังนั้น มองว่าเพื่อให้เรื่องเดินต่อได้ การผลักดันใช้ระบบ e-WorkPermit จะช่วยขจัดปัญหาในทุกด้านให้หมดไป" แหล่งข่าว กล่าว
สถานการณ์ดังกล่าว กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของโครงการดิจิทัลภาครัฐว่า ระบบการบริหารจัดการ การกำกับสัญญา และการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชน จะสามารถปรับตัวทันต่อปริมาณการใช้งานจริงที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้หรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากภาคธุรกิจแรงงานต่างด้าวและประชาชนผู้ใช้บริการทั่วประเทศ

