โครงการพัฒนารถไฟทางคู่เลียบชายฝั่งตะวันออก(East Coast Rail Link : ECRL) ของมาเลเซีย ณ เดือนก.พ.2569มีความคืบหน้าไปแล้วถึง92.62%ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งมาเลเซียเตรียมเปิดเดินรถช่วงแรกในเส้นทางระหว่างสถานีโกตาบารู(Kota Bharu)รัฐกลันตัน และสถานีกมบัค(Gombak)รัฐสลังงอร์ ภายในต้นปี 2570
โดยมีรายละเอียดความคืบหน้าโครงการฯทั้งสองระยะ ดังนี้ ระยะที่1 (Kota Bharu-Gombak) คาดว่า จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในวันที่31ธ.ค.2569และจะเริ่มเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ ในวันที่1ม.ค.2570
ระยะที่2 (Gombak–Port Klang) ส่วนขยายในพื้นที่รัฐสลังงอร์ คาดว่า จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.2570และจะเริ่มเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ ในวันที่1ม.ค.2571
ทั้งนี้ โครงการECRLจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการคมนาคมของมาเลเซีย โดยการใช้ขบวนรถไฟฟ้า (Electric Multiple Unit - EMU)และรถจักรไฟฟ้า (ECRL Electric Locomotive - E-Loco)มีความสอดคล้องกับนโยบาย “ระบบขนส่งสีเขียว” ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับการเดินทางของผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า ครอบคลุมระยะทางรวม 665 กิโลเมตร เชื่อมต่อรัฐแถบชายฝั่งตะวันออกเข้ากับรัฐสลังงอร์อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความร่วมมือ บริษัทMalaysia Rail Link Sdn.Bhd. และChina Communications Construction (CCC)-ECRL
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เป็นประธานในการประชุมหารือเพื่อกำหนดท่าทีความร่วมมือด้านระบบรางระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย กำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางรางเชื่อมต่อระหว่างสองประเทศ
การหารือในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อเสนอมาเลเซีย ที่ต้องการให้มีการรื้อฟื้นเส้นทางรถไฟระหว่างสถานีสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และสถานีรันเตาปันจัง รัฐกลันตัน ซึ่งหยุดให้บริการไปนานกว่า 20 ปี โดยที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการฟื้นฟูเพื่อกลับมาเชื่อมต่อการเดินทางและขนส่งสินค้าอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ได้
ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญที่จะส่งผลต่อโครงข่ายรางในอนาคต ได้แก่โครงการพัฒนาระบบรางชายฝั่งตะวันออกของมาเลเซีย (East Coast Rail Link: ECRL) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนม.ค. 2570 โดยมีสถานีโกตาบารู ห่างจากจุดเชื่อมต่อสุไหงโก-ลก เพียง 30 กิโลเมตร
โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางหาดใหญ่ – สุไหงโก-ลก ระยะทางประมาณ 215 กิโลเมตร ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับปริมาณการขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นจากการเชื่อมต่อกับมาเลเซียในอนาคต
ที่ประชุมยังได้พิจารณาแนวทางปรับปรุงพื้นที่ตรวจปล่อยสินค้าทางราง ณ ด่านปาดังเบซาร์ โดยมีแผนพัฒนาพื้นที่รองรับการขนส่งสินค้า (Container Yard) เพิ่มเติม เพื่อลดความแออัดและแก้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ของสถานีเดิม ซึ่งจะช่วยให้อำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
“การเปลี่ยนผ่านสู่ความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม และการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการสัญจรของประชาชน แต่ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว”
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(สคต.) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ระบุว่า โครงการECRLนี้ เป็นการยกระดับ
ประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในคาบสมุทรมาเลเซีย โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟเดิมผ่านสถานีเปลี่ยนถ่ายลำเลียง (Interchange Stations)ซึ่งจะช่วยให้การกระจายสินค้าและการเดินทางมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ การขยายตัวของระบบขนส่งทางรางจะส่งผลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดแนวเส้นทางและบริเวณโดยรอบสถานี เช่น คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง จึงถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย ทั้งกลุ่มผู้ส่งออกและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ในการพิจารณาขยายความร่วมมือทางการค้ากับพันธมิตรท้องถิ่นในมาเลเซีย รวมถึงการพิจารณาปรับกลยุทธ์การกระจายสินค้าให้สอดคล้องกับศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับโครงการECRLจะช่วยให้ไทยได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของไทยบริเวณ3 จังหวัดชายแดนภาคใต้(ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส)กับพื้นที่หลักทางเศรษฐกิจมาเลเซียได้มากยิ่งขึ้นต่อยอดการส่งออกสินค้าที่มีศักยภาพในพื้นที่ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม วัตถุดิบอาหารฮาลาล ให้กระจายตัวได้มากยิ่งขึ้นเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยในด้านโลจิสติกส์และการขนส่งโดยจะช่วยประหยัดต้นทุนและระยะการขนส่งสินค้าได้ รวมทั้งเพิ่มทางเลือกในการคมนาคมขนส่งในพื้นที่
รายงานข่าวแจ้วว่า ความคืบหน้าของโครงการECRLซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเตรียมทดสอบการเดินรถโดยสารไฟฟ้าEMUและหัวรถจักรไฟฟ้าขนส่งสินค้าE-Locoสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของโครงการฯ ที่มีพัฒนาการเร็วกว่าแผนที่ตั้งเป้าไว้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ เมื่อเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ โครงการดังกล่าวจะกลายเป็นโครงข่ายคมนาคมขนส่งทางรางสำคัญที่เชื่อมโยงพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกและตะวันตกของคาบสมุทรเข้าด้วยกันซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการขนส่ง ตลอดจนลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนในบางเส้นทาง นำไปสู่การลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในภาพรวมอย่างยั่งยืน
ด้านการลงทุนและการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมตามแนวเส้นทาง
ความคืบหน้าของโครงการECRLมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนในการพิจารณาขยายฐานการลงทุนในพื้นที่ตามแนวเส้นทางสถานีและศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot)โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ เช่น คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงธุรกิจภาคบริการ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ที่มีศักยภาพการเข้าถึงสูง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่คาดว่าจะได้รับ คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้เกิดการกระจายตัว (Decentralization)ไปสู่พื้นที่เศรษฐกิจทางฝั่งตะวันออกมากยิ่งขึ้น และช่วยลดการกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้เป็นไปอย่างสมดุล


