วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

อาเซียนร้องเสรีภาพการขนส่งทางทะเล เร่งเครื่องพลังงานสะอาด-เครือข่ายไฟฟ้าภูมิภาค

อาเซียนร้องเสรีภาพการขนส่งทางทะเล  เร่งเครื่องพลังงานสะอาด-เครือข่ายไฟฟ้าภูมิภาค

สงครามในพื้นที่ห่างไกลอย่างตะวันออกกลางไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังทำให้ภูมิภาคอาเซียนที่ส่วนใหญ่นำเข้าพลังงานเข้มข้นจากพื้นที่พิพาทจนได้รับความเดือดร้อนจนต้องมีการประชุมเร่งด่วนเพื่อหาแนวทางความร่วมมือการรับมือกับสภานการณ์นี้

เมื่อเร็วนี้ ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน สมัยพิเศษ กรณีสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Special ASEAN Ministers on Energy Meeting: AMEM on the Latest Situation in the Middle East) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีนางชารอน เอส. การิน เลขาธิการกระทรวงพลังงานแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เป็นประธานและมีรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนและผู้แทนเข้าร่วม

 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อาวุโส สำนักเลขาธิการอาเซียน ศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE : ASEAN Centre for Energy) สภาพลังงานและปิโตรเลียมอาเซียน (ASCOPE:ASEAN Council on Petroleum and Energy) และหน่วยงานด้านพลังงานระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง 

“รัฐมนตรีได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมระดับชาติ มาตรการฉุกเฉิน และนโยบายตอบสนองต่อการหยุดชะงักของอุปทานที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานระดับภูมิภาคที่เข้มแข็งขึ้นและการดำเนินการร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงานของอาเซียน และรักษาระดับอุปทานพลังงานที่มั่นคง ปลอดภัย และราคาไม่แพง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั่วโลก”

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เปิดเผยว่า ปัจจุบันอาเซียนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง 55% และก๊าซธรรมชาติ17 %ซึ่งการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ราคา และการเข้าถึงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและในระดับโลกเป็นอย่างมาก

“ในการนี้ ฝ่ายไทยได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมเกี่ยวกับผลกระทบต่อไทยจากความความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงเกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ”

 ดังนั้น ไทยจึงมีการบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและกระจายแหล่งนำเข้าเชื้อเพลิง การบริหารจัดการราคาพลังงานให้เหมาะสมโดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉพาะเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน 

 นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังมุ่งเน้นส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายพลังงานที่มีความยั่งยืนควบคู่ไปอีกด้วย

ทั้งนี้ ไทยยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการผลักดันการขยายโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่อส่งก๊าซอาเซียน (Trans-ASEAN Gas Pipeline) และสนับสนุนการใช้กลไกตอบสนองต่อสภาวะฉุกเฉินด้านน้ำมันและก๊าซภายใต้ความตกลงด้านปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Petroleum Security Agreement: APSA) เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือในการจัดหาปิโตรเลียมให้กับประเทศสมาชิกด้วยกันในสถานการณ์ฉุกเฉินบนพื้นฐานของความสมัครใจและความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งทุกประเทศพร้อมเร่งรัดกระบวนการส่งมอบตราสารแห่งสัตยาบัน (Instrument of Ratification) เพื่อให้ความตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไป 

ตอนท้ายที่ประชุมยังได้ร่วมรับรองถ้อยแถลงร่วมระดับรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการแสดงความพร้อมและความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 11 ประเทศในการร่วมมือกันในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤติพลังงานโลก การสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเพิ่มขีดความสามารถในการการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานภายในภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับสาระสำคัญแถลงการณ์ระบุว่า อาเซียนในฐานะภูมิภาคที่นำเข้าพลังงานสุทธิ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยและเปิดเส้นทางเดินเรือ การรับรองเสรีภาพในการเดินเรือ การผ่านแดนอย่างปลอดภัย

โดยปราศจากอุปสรรค และต่อเนื่องของเรือและอากาศยานในช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ และการลดการหยุดชะงักของการค้าพลังงานให้น้อยที่สุดตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS : United Nations Convention on the Law of the Sea)

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังยืนยันถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการเสริมสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงานในระดับภูมิภาคผ่านความร่วมมือและการประสานงานระดับภูมิภาคที่ดียิ่งขึ้น พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน การขยายแหล่งที่มาของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์และการเสริมสร้างการค้าพลังงานภายในอาเซียน 

อาเซียนยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งการผสมไบโอดีเซลและไบโอเอทานอล ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเตาไฟฟ้า

(electric cooking) เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน และสำรวจบทบาทของเทคโนโลยีเกิดใหม่ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์พลเรือน(civilian nuclear energy)โดยสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระหว่างประเทศ

อาเซียนได้ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการส่งเสริมการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานของอาเซียน (APAEC) ปี 2026–2030 ซึ่งรวมถึงเป้าหมายที่มุ่งหวังในการลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานลง 40% บรรลุสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 30% ในการจัดหาพลังงานขั้นต้นทั้งหมด และ 45% ในกำลังการผลิตติดตั้งภายในปี 2030 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่กว้างขึ้นของอาเซียนในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไปพร้อมกับการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรมและครอบคลุม 

อาเซียนเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาการค้าพลังงานข้ามพรมแดนแบบพหุภาคีและหลายทิศทาง และโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (APG) ผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น โครงการบูรณาการพลังงานลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ (LTMS-PIP) ซึ่งอำนวยความสะดวกในการค้าไฟฟ้าข้ามพรมแดนได้มากถึง 200 เมกะวัตต์ โดยใช้การเชื่อมต่อที่มีอยู่แล้ว รวมถึงโครงการบูรณาการพลังงานบรูไนดารุสซาลาม-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ฟิลิปปินส์ (BIMP-PIP) ซึ่งสนับสนุนการเชื่อมต่อพลังงานระดับภูมิภาคย่อยและส่งเสริมการค้าไฟฟ้าภายในอาเซียน  และความสำคัญของท่อส่งก๊าซธรรมชาติข้ามอาเซียน (Trans-ASEAN Gas Pipeline: TAGP) ในการขยายโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) อีกด้วย

อาเซียนร้องเสรีภาพการขนส่งทางทะเล  เร่งเครื่องพลังงานสะอาด-เครือข่ายไฟฟ้าภูมิภาค