“ส.อ.ท.” หนุนรัฐบาลกู้ 4 แสนล้านบาท แก้วิกฤตพลังงาน ชี้ต้องอัดงบแบบค่อยเป็นค่อยไป เสมือน “น้ำตก” เน้นพยุง "เอสเอ็มอี" รักษาการจ้างงาน ห่วงวินัยการคลัง-ความโปร่งใส ขณะที่การศึกษาแลนด์บริดจ์ต้องเน้นรอบครอบและรอบด้าน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม หวังแก้ปมโลจิสติกส์พุ่ง 26% พร้อมเตือนโลกเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แนะไทยเร่งดีลการค้าทวิภาคี รักษาสมดุลผลประโยชน์ประเทศ
KEY POINTS
- ส.อ.ท. สนับสนุนในหลักการที่รัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้แก้ไขวิกฤตพลังงานและประคับประคองเศรษฐกิจ
- มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาพลังงานอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานโลกสูงขึ้น
- แนะรัฐบาลใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เปรียบเสมือนน้ำตกที่ไหลทีละชั้น ไม่ควรอัดฉีดเงินทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- ชี้ว่าหัวใจสำคัญคือการประคับประคองผู้ประกอบการ SME ให้รอดจากต้นทุนพลังงานที่สูง เพื่อรักษาการจ้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
- เรียกร้องให้กระทรวงการคลังวางระบบบริหารจัดการเงินกู้ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านวินัยทางการคลัง
นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานเศรษฐกิจวิชาการ กล่าวว่า เอกชนสนับสนุนในหลักการกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้แก้ไขวิกฤตพลังงานและประคับประคองเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะค่อนข้างย่ำแย่ โดยเฉพาะแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนของภาคธุรกิจ และภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ
ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นปัจจัยพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีผลต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ เห็นว่า รัฐบาลควรดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เปรียบเสมือนน้ำตกที่ไหลลงมาทีละชั้น ไม่ควรอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในคราวเดียวทั้งหมด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่าย และไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดในระยะยาว
“หัวใจสำคัญในเวลานี้ คือการประคับประคองผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถอยู่รอดได้ ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่สูงและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน หากเอสเอ็มอีฟื้นตัว จะช่วยรักษาการจ้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้” นายมนตรี กล่าว
ขณะเดียวกัน ได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับวินัยทางการคลังว่า กระทรวงการคลังจำเป็นต้องวางระบบบริหารจัดการงบประมาณและการใช้เงินกู้ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภาครัฐจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลังเข้ามาดูแลเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น
ในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ มองว่า การที่รัฐบาลแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และมีศักยภาพในการผลักดันโครงการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง
อย่างไรก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม ระบบโลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั้งทางราง ทางถนน และทางเรือ รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ และทิศทางการพัฒนาภาคใต้ในภาพรวม เพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
นายมนตรี ยังได้สะท้อนภาพต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมประมาณ 12% เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 26% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น จึงเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก กรณีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางว่า ปัจจุบันบริบทเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับในอดีตที่ประเทศต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงกันในเชิงความร่วมมือมากกว่านี้ แต่ในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หลายประเทศเริ่มแยกตัวและแข่งขันกันมากขึ้น
ภายใต้บริบทดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะทวิภาคี เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยสามารถขยายตลาดและค้าขายได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกนั้น ในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไทยต้องอยู่ให้เป็น และบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสมดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว





