เงินเฟ้อพุ่งขึ้นเร็วตั้งแต่ไตรมาส 2 จากผลกระทบสงครามอิหร่าน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เผย เม.ย.พุ่ง 2.89% สูงสุดรอบ 38 เดือน สนค.คาดทั้งปีอยู่ที่ 1.5-2.5% จับตาผู้ผลิตรายใหญ่ขึ้นราคา หวั่นอาหารจานเดียวพุ่งทั่วประเทศ “นักเศรษฐศาสตร์” ห่วงเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นระยะสั้น พุ่งเร็วตั้งแต่ไตรมาส 2 คาดแตะ 4-5% บางช่วงของปี
สถานการณ์เงินเฟ้อของไทยกำลังไต่ระดับสูงขึ้นจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและปิโตรเคมีอยู่ระดับสูง
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (เงินเฟ้อ) เดือน เม.ย. 2569 เท่ากับ 103.03 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 2.89% เป็นการสูงขึ้นมากสุดรอบ 38 เดือน นับจากเดือน ก.พ.2566 ที่สูงขึ้น 3.79%
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค.กล่าวว่า เป็นผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพราะผลความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ซึ่งกระทบค่าโดยสารสาธารณะสูงขึ้นและปัจจัยที่มีผล ดังนี้
1.หมวดอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 4.14% จากสินค้ากลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าเช่าบ้าน และสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด
2.หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.98 % จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป ผักสด ไข่ไก่ ข้าวสารเจ้า ไก่สด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ปลาและสัตว์น้ำ
สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) สูงขึ้น 0.83 % เฉลี่ย 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) ปี 2569 สูงขึ้น 0.32%
คาดเงินเฟ้อ พ.ค.พุ่งสูงขึ้นอีก
นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน พ.ค.2569 จะอยู่ที่ 3.06% มาจาก 2 ส่วนหลัก คือ ค่าพลังงานและต้นทุนการส่งผ่านเริ่มอั้นไม่ไหวและส่งผ่านต้นทุนมาปลายทาง ทั้งค่าขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบ
สำหรับปัจจัยสนับสนุนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวระดับสูงจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงยืดเยื้อ
ขณะที่ราคาอาหารสำเร็จรูปสูงขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนไปราคาจำหน่าย หลังจากรับแรงกดดันต้นทุนสูงขึ้นหลายด้าน รวมทั้งราคาเนื้อสัตว์สูงขึ้นทั้งเนื้อสุกรและเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์และต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น
ผู้ผลิตรายใหญ่ส่งสัญญาณขึ้นราคา
รวมทั้งค่าใช้จ่ายการเดินทางสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทางและเครื่องบินเส้นทางในประเทศและระหว่างประเทศ จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทรงตัวสูงต่อเนื่อง และแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
ส่วนปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ ภาครัฐมีมาตรการลดค่าครองชีพ อาทิ โครงการไทยช่วยไทย ค่ากระแสไฟฟ้าเดือนพ.ค.2569 ลดลงเมื่อเทียบปี 2568 แม้จะเพิ่มค่า Ft รอบเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 และเดือน มิ.ย.2569 มีมาตรการช่วยผู้ใช้ไฟฟ้าด้วยการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ผู้ใช้ 200 หน่วยแรก อัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้ สนค.คาดการณ์เงินเฟ้อใน 2 กรณี คือ
1.เงินเฟ้อปี 2569 อยู่ที่ 1.5-2.5% บนสมมติฐานจีดีพีขยายตัว 1.5-2.5% และราคาน้ำมันสูงขึ้น 2 เดือน โดยเดือนที่ 4-5 ราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากนั้นอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาดีเซลเฉลี่ยทั้งปี 33.90 บาท ค่าไฟเฉลี่ยทั้งปี 3.90 บาทต่อหน่วย
2.เงินเฟ้อปี 2569 อยู่ที่ 2.5-3.5% ภายใต้ราคาน้ำมันสูง 3 เดือน คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเดือนที่ 4-5 อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากนั้นอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาดีเซลเฉลี่ยทั้งปีที่ 35.78 บาทต่อลิตร ค่าไฟ 3.93 บาทต่อหน่วย
หวั่นราคาอาหารจานเดียวพุ่ง
นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันเงินเฟ้อทั้ง 2 กรณี คือ ราคาอาหารโดยเฉพาะ “อาหารจานเดียว” มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงาน และหากทรงตัวระดับสูงจะทำให้ราคาขึ้นเฉลี่ย 3% ในกรณีแรก และอาจสูงถึง 6% ในกรณีที่ 2 โดยกระทบวงกว้างทั่วประเทศ
สำหรับภาพไตรมาสที่ 1 อัตราเงินเฟ้อลบ 0.54% เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันยังไม่ส่งผ่านเต็มที่ ขณะที่ไตรมาส 2 อยู่ที่ 3.67% เริ่มเห็นสัญญาณสูงขึ้น และไตรมาส 3 สถานการณ์จะทรงตัว หากไม่มีปัจจัยความขัดแย้งเพิ่ม โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ที่ 2.24% และไตรมาส 4 อยู่ที่ 2.48% และกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 อยู่ที่ 1.5-2.5% ค่ากลาง 2.0%
ห่วงเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นระยะสั้น
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า เงินเฟ้อเดือน เม.ย. 2569 สูงกว่าที่คาดไว้มากและถือไม่ปกติต้องติดตามพัฒนาการแบบเดือนต่อเดือนเมื่อประเมินให้ชัดเจนขึ้น โดยเดือน มี.ค.2569 ขยายตัวเพียง 0.6% แต่ล่าสุดอยู่ที่ 2.8% สะท้อนการเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญช่วงสั้นถือเป็นสัญญาณน่ากังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อระยะข้างหน้า
“แรงกดดันด้านราคากำลังเร่งตัวขึ้นค่อนข้างแรง โดยเดือน พ.ค.หรือระยะข้างหน้าเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นผลจากโครงสร้างตะกร้าเงินเฟ้อมีสัดส่วนสูงในหมวดการขนส่งและอาหาร ยิ่งช่วงมีต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจะยิ่งส่งผ่านสู่หลายสินค้า”
ดังนั้นต้องติดตามการปรับขึ้นของเงินเฟ้อทั่วไปจะส่งผลเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) เพียงใดเพราะเป็นตัวชี้วัดที่ตัดผลกระทบจากอาหารสดและพลังงานออก โดยสะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจได้ดีกว่า
ทั้งนี้ เป็นไปได้ที่ระยะต่อไปจะเห็นราคาสินค้าอื่นสูงขึ้นตามต้นทุน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น สบู่ แชมพู เสื้อผ้า รองเท้า รวมถึงภาคบริการที่พึ่งการขนส่งและต้นทุนพลังงาน
รวมทั้งกังวลประเด็นการเพิ่มขึ้นของต้นทุนแม้ราคาไม่เพิ่มขึ้นเป็นปรากฏการณ์ “shrinkflation” หรือสินค้าราคาเท่าเดิมแต่ปริมาณลดลง ซึ่งเป็นอีกรูปแบบของการปรับตัวของผู้ประกอบการภายใต้ภาวะต้นทุนสูงขึ้น และผู้บริโภคอาจไม่เห็นการขึ้นราคาโดยตรง แต่ได้รับสินค้าปริมาณน้อยลง
คาดเงินเฟ้อพุ่งเร็วตั้งแต่ไตรมาส2
สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อระยะข้างหน้ามีโอกาสสูงขึ้นเกิน 3% จากเดิมคาดว่าจะเกิดขึ้นไตรมาส 3-4 แต่อาจเห็นในไตรมาส 2 สอดคล้องมุมมองธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองเงินเฟ้ออาจมีบางช่วงเกินกรอบเป้าหมายด้านบน
ทั้งนี้แม้เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นแต่เป็นปัจจัยชั่วคราว เนื่องจากมีสาเหตุหลักจากราคาพลังงานสูงขึ้น โดยเป็นปัจจัยภายนอกที่ผันผวน และไม่สะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ
ดังนั้นจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวยังไม่จำเป็นต้องปรับนโยบายการเงินทันที เพื่อควบคุมความคาดหวังเงินเฟ้อ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในรอบนี้ยังมีคำอธิบายจากปัจจัยด้านต้นทุนเป็นหลัก และยังไม่ลุกลามไปสู่แรงกดดันด้านอุปสงค์ในวงกว้าง
สำหรับสิ่งที่น่าห่วงและต้องติดตามใกล้ชิด คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง โดยเฉพาะแผนการกู้เงินขนาดใหญ่ที่อาจเปลี่ยนแปลงสมมติฐานเดิมเกี่ยวกับทิศทางเงินเฟ้อ เพราะบางมาตรการอาจเร่งแรงกระตุ้นด้านอุปสงค์ (demand-pull inflation) ในกรณีนี้การวิเคราะห์เงินเฟ้อจึงต้องนำปัจจัยใหม่มาพิจารณาเพิ่ม และต้องศึกษาผลกระทบระดับราคาสินค้าและบริการละเอียดขึ้น
“หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีขนาดใหญ่เพียงพอมีความเป็นไปได้ที่ราคาสินค้าและบริการจะเริ่มสูงขึ้น ซึ่งด้านหนึ่งเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการที่สะท้อนต้นทุนได้ดีขึ้น แต่อีกด้านอาจเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภค”
เงินเฟ้อจ่อแตะ4-5%บางช่วงปีนี้
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะกรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เงินเฟ้อเดือน มี.ค.2569 ต่ำกว่าปกติเพราะพยุงราคาไว้บางส่วน ดังนั้นเมื่อแรงกดคลี่คลายจึงปรับตัวขึ้นมากจึงน่าห่วงเมื่อสูงสุดรอบ 38 เดือน แม้ไม่สูงเท่าสงครามยูเครนและรัสเซียที่สูงถึง 5-6%
“ช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจากแรงกดดันต้นทุน โดยเฉพาะราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ย 3-4 เดือนแรก ยังอยู่ใกล้ศูนย์หรือติดลบ ทำให้ค่าเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ระดับ 3.4% จากระดับเดิมมองใกล้ 0%”
สำหรับปัจจัยสำคัญที่อาจผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นมาจากการปรับขึ้นราคาสินค้าหลายหมวดทั้งน้ำมัน อาหาร หรือปัจจัยการผลิต (ปุ๋ย) ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าผู้บริโภค
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นสร้างความกังวล โดยเฉพาะด้านค่าครองชีพเพิ่มขึ้น แต่หากพิจารณาเชิงเศรษฐศาสตร์ไม่ถือว่าอยู่ระดับวิกฤติเมื่อเทียบหลายประเทศที่เผชิญระดับ 6-7% ขึ้นไป


