“ศุลกากร” สนธิกำลังตำรวจสอบสวนกลาง โชว์ผลงานกวาดล้างขบวนการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ และสารเสพติดชนิดใหม่ "เอโทมิเดต" ในรอบปีงบประมาณ 2569 ยึดของกลางมูลค่าทะลุ 409 ล้านบาท
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้บูรณาการความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินหน้าสกัดกั้นเครือข่ายการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซไนตรัสออกไซด์ หรือก๊าซหัวเราะ และสารเอโทมิเดต อย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่สั่งการให้เร่งปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงปีงบประมาณ 2569 นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568 ถึง พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางได้มูลค่ารวมกว่า 409 ล้านบาท แบ่งเป็น การตรวจยึดบุหรี่ลักลอบนำเข้าจำนวน 49 ล้านมวน มูลค่ากว่า 225 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์กว่า 5.4 แสนชิ้น มูลค่า 71 ล้านบาท ก๊าซหัวเราะ 1.4 แสนกระบอก มูลค่า 95 ล้านบาท และสารเอโทมิเดตปริมาณ 28 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 18 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่ากลุ่มผู้กระทำความผิดได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการลักลอบนำเข้าเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น โดยในส่วนของบุหรี่ไฟฟ้าใช้วิธีแยกชิ้นส่วนประกอบ เช่น ตัวเครื่อง แบตเตอรี่ น้ำยา และสำแดงเท็จเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ซุกซ่อนมากับตู้คอนเทนเนอร์สินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่บุหรี่มวนผิดกฎหมายพบพฤติการณ์หันมาทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ และอาศัยการจัดส่งผ่านระบบพัสดุไปรษณีย์ด่วนพิเศษมากขึ้น
โดยในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถอายัดพัสดุต้องสงสัยจากภาคใต้ได้กว่า 4,000 หีบห่อ รวมถึงการจับกุมล็อตใหญ่ที่ด่านศุลกากรในพื้นที่จังหวัดสงขลาได้มูลค่าอีกกว่า 13 ล้านบาท
นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าจับตาและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมคือ การลักลอบนำเข้า "สารเอโทมิเดต" ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถยึดได้กว่า 28 กิโลกรัมจากต้นทางประเทศอินเดีย พร้อมขยายผลจับกุมเครือข่ายชาวไทย 7 ราย ที่นำสารดังกล่าวมาผสมกับน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า หรือที่รู้จักในวงการตลาดมืดว่า "น้ำมันอวกาศ" ถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่ระบาด
ขณะเดียวกัน ก๊าซหัวเราะก็ถูกปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กลงเป็นแบบกระป๋องขนาดย่อม เพื่อลักลอบจำหน่ายเพื่อการสันทนาการ ซึ่งสินค้าเหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายต่อระบบประสาทและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต
นายพันธ์ทอง กล่าวย้ำว่า กรมศุลกากรจะยังคงเดินหน้ายกระดับการเฝ้าระวัง โดยนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างระบบเอกซเรย์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยง ควบคู่กับการสืบสวนปราบปรามอย่างเด็ดขาด ผู้ที่ลักลอบนำเข้า ครอบครอง หรือจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ จะต้องถูกดำเนินคดีขั้นสูงสุดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
พร้อมขอความร่วมมือภาคประชาชนหากพบเบาะแสเครือข่ายลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการกวาดล้างและตัดวงจรเศรษฐกิจใต้ดินต่อไป


