วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

'สิริพงศ์' ยัน 'แลนด์บริดจ์' คุ้มค่ากว่า 'คลองไทย' พร้อมนำผลศึกษา สนข.เข้า คกก.ชุด 'เอกนิติ'

"สิริพงศ์" เผย คมนาคม พร้อมนำการศึกษาแลนด์บริดจ์ ของ สนข. ร่วมคณะ ‘เอกนิติ‘ ประกอบการตัดสินใจรัฐบาล ชี้ผลศึกษาใหม่รวมระบบขนส่งท่อก๊าซ-น้ำมัน ย้ำโครงการรูปแบบ PPP รัฐไม่ลงทุนฝ่ายเดียว ชี้โครงการใช้งบน้อย-คุ้มกว่าคลองไทย

KEY POINTS

  • นายสิริพงศ์ รมช.คมนาคม ยืนยันว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มค่ากว่าโครงการคลองไทย โดยใช้งบลงทุนน้อยกว่ากว่าหนึ่งเท่าตัว (9 แสนล้านบาท เทียบกับ 2 ล้านล้านบาท) และมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า
  • รัฐบาลจะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งครอบคลุมถึงระบบรางและท่อขนส่งน้ำมัน/ก๊าซ เข้าประกอบการพิจารณาในคณะกรรมการชุดนายเอกนิติ
  • รูปแบบการลงทุนโครงการจะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งเปิดกว้างสำหรับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ โดยรัฐบาลจะพิจารณาข้อเสนอเพื่อกำหนดรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการศึกษาโครงการโครงการ แลนด์บริดจ์ ของคณะกรรมการชุดที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาร่วมพิจารณาด้วยหรือไม่นั้น

นายสิริพงศ์ ระบุว่า รัฐบาลจะนำรายงานของ สนข. เข้ามาประกอบการพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สนข. ได้มีรายงานฉบับเดิมและรายงานฉบับใหม่ ซึ่งรายงานฉบับใหม่ได้นำที่ปรึกษาเอกชนมาช่วยในการศึกษาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาโครงการแลนด์บริดจ์อาจจะพูดถึงเพียงระบบรางเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะเดิมทีเรามีการขนส่งน้ำมันและก๊าซเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าว เราจะมีในฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดจะทำให้เห็นประโยชน์ของท่าเรือน้ำลึก การขนส่งที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น

เมื่อถามว่า สำหรับข้อเสนอให้ทำเฟสย่อย ของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเริ่มจากท่าเรือบางฝั่งก่อน รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ข้อเสนอต่างๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมดเนื่องจากการลงทุน รัฐไม่ได้เป็น ผู้ลงทุนแต่ฝ่ายเดียวแต่เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP)

โดยการลงทุนของภาคเอกชนรัฐบาลไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นการลงทุนเฉพาะต่างชาติหรือนักลงทุนจากไทย ซึ่งเป็นเอกชนรายใดก็ได้ทั้งไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจในโครงการนี้ ซึ่งเอกชนจะเข้ามาศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ สิ่งที่รัฐบาลจะพิจารณาเมื่อดูตัวเลขทั้งหมด รัฐบาลจะกำหนดรูปแบบของการลงทุนแบบ PPP ว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน

“การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย“ รมช.คมนาคม กล่าว

เมื่อถามว่า ข้อกังวลที่มองว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน แล้วจะมีการขุดคลองไทยเพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล เหมือนโครงการคลองปานามาหรือไม่ นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทย ใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มากกว่าหนึ่งเท่าตัว

โดยโครงการแลนด์บริดจ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 900,000 ล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยใช้โครงการ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อดูความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า 

เมื่อถามย้ำว่า โครงการคลองไทยเป็นการปิดประตูไปเลยใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า ณ วันนี้เท่าที่ดู เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างสองโครงการแลนด์บริดจ์ มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า