นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย ช่อง 9 วันนี้ (6 พ.ค.69) ถึงความจำเป็นในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติพลังงาน และเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การ "ตีเช็คเปล่า" ตามที่ฝ่ายค้านกังวล แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง
นายเอกนิติ ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ซับซ้อน ทั้งสงครามตะวันออกกลาง และวิกฤติพลังงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นระลอก ตั้งแต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนสินค้า และท้ายที่สุดจะกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนจนอาจเกิดปัญหาการเลิกจ้างงาน
รัฐบาลจึงจำเป็นต้อง เตรียมกระสุนหรือสำรองงบประมาณไว้ให้เพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และผู้ประกอบการอย่างทันท่วงที
สำหรับการใช้จ่ายเงินกู้นั้น นายเอกนิติ ยืนยันว่าจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ฯ โครงการ *อย่างเข้มงวด โดยวางกรอบการทำงานไว้ 5 ด้านหลัก ได้แก่
1. Targeted มุ่งเป้าเยียวยาผู้ที่เดือดร้อนโดยตรง ทั้งประชาชน และผู้ประกอบการ
2. Transition ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ลดการนำเข้า และหันไปใช้พลังงานทดแทน
3. Transform ปฏิรูปเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งกว่าเดิมหลังผ่านพ้นวิกฤติ
4. Transparency เน้นความโปร่งใส ใช้เทคโนโลยีเปิดเผยข้อมูลโครงการให้ประชาชนตรวจสอบได้
5.Collaboration บูรณาการ การทำงานร่วมกับภาคเอกชน
ต่อข้อซักถามถึงการไม่เลือกใช้วิธีโยกงบประมาณปกตินั้น รมว.คลัง ชี้แจงว่าจากการตรวจสอบงบประมาณปี 2569 พบว่าสามารถดึงเงินกลับมาจากการทำ พ.ร.บ.โอนงบได้เพียงไม่ถึง 50,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการแก้ไขวิกฤติ ขณะที่งบประมาณปี 2570 จะเริ่มใช้ได้ในอีก 5 เดือนข้างหน้า (1 ตุลาคม) ซึ่งอาจล่าช้าเกินไปสำหรับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่กำลังขาดสภาพคล่องอย่างหนักในขณะนี้
ในส่วนของข้อกฎหมาย ตาม รธน.มาตรา 172 ที่มีประเด็นความกังวลหากมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายเอกนิติระบุว่าไม่มีความกังวล เนื่องจากรัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 และได้ตรวจสอบทางเลือกอื่นๆ แล้วพบว่าไม่สามารถดำเนินการได้ทันสถานการณ์ พร้อมย้ำว่ารายละเอียดของโครงการจะถูกกำหนดตามมาอย่างชัดเจนผ่านกระบวนการกลั่นกรองที่โปร่งใสโดยจะมีการทำงานร่วมกับภาค ประชาชน และเอกชนจากภายนอกที่จะสามารถตรวจสอบโครงการได้ทุกขั้นตอน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

