สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เข้าสู่เดือนที่ 3 ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบวิกฤติพลังงาน และการเปลี่ยนฐานด้านพลังงานของประเทศวงเงิน 400,000 ล้านบาท
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำ ครม.ทั้งคณะมาแถลงมติดังกล่าว โดยระบุถึงความจำเป็นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงาน ซึ่งเริ่มจากราคาพลังงานแล้วลุกลามสู่ราคาอาหาร และกำลังกดดันค่าครองชีพ โดยรัฐบาลจะยับยั้งความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยที่จะเข้าภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่เศรษฐกิจชะลอตัว (Stagflation)
โดยการออก พ.ร.ก.มีจุดประสงค์ 2 ประการ คือ
1.บรรเทาผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชน และประคับประคองไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก
2.เร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อลดความเปราะบาง และตอบโจทย์การแก้ปัญหาระยะยาว
สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะช่วยเหลือพุ่งเป้ากลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก (SMEs) และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงาน
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ โดยปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน ลดพึ่งพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ไทยมีต้นทุนพลังงานมั่นคง และแข่งขันได้ โดยไม่ต้องเผชิญความผันผวนแบบเดิม
นอกจากนี้ยังพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้วยการเพิ่มพูน และปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill/Reskill) ภาคการผลิตเพื่อให้มีศักยภาพแข่งขันระดับสากล
รัฐบาลยืนยันรักษาวินัยการคลัง
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลจะรักษาวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด โดยแนวทางการแก้ปัญหาจะทำให้คนไทยมีแรงรับมือปัญหาได้ดีขึ้น และประคองประชาชนที่มีกำลังน้อยกว่าให้เดินผ่านวิกฤติไปด้วยกัน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลลดวงเงินกู้เดิมที่ข่าวระบุ 500,000 ล้านบาท เหลือ 400,000 ล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการคลัง และนำข้อกังวลทุกภาคส่วนมาพิจารณา โดยย้ำว่าการกู้ครั้งนี้ไม่เพียงเยียวยา แต่เป็นการสร้างโอกาสปรับตัวของประเทศเพื่อความยั่งยืน
“วิกฤติครั้งนี้รุนแรง รวดเร็ว และมาเป็นระลอกต่อเนื่อง 5 ระลอก ได้แก่ วิกฤติสงคราม วิกฤติราคาพลังงาน วิกฤติต้นทุนการผลิต วิกฤติค่าครองชีพ และวิกฤติกำลังซื้อถดถอย ”
สำหรับวงเงินกู้แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก คือ
1.ส่วนที่ 1 วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยา และบรรเทาผลกระทบประชาชน และผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง
2.ส่วนที่ 2 วงเงิน 200,000 ล้านบาท ใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปสู่พลังงานทดแทน และพลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนระยะยาว และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติซ้ำรอย
สำหรับเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนการออก พ.ร.ก.แทนการใช้งบประมาณปกติเนื่องจากงบประมาณปี 2569 มีวงเงินคงเหลือไม่พอ โดยรวบรวมได้จริงไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางเหลือเพียง 20,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งต้องสำรองเหตุฉุกเฉินอื่น
ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรออีก 5 เดือน จึงไม่ทันสถานการณ์วิกฤติที่อาจลุกลามจนเกิดภาวะ Stagflation หรือวิกฤติเงินเฟ้อซ้อนวิกฤติกำลังซื้อจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ
“คลัง” ยันยืนหนี้สาธารณะต่ำกว่า 70%
นายเอกนิติ กล่าวว่า จะกู้ในประเทศทั้งหมดเพื่อให้เห็นวินัยการคลัง โดยปัจจุบันมีสภาพคล่องในระบบธนาคาร 1 ล้านล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยต่ำทำให้ไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนการกู้ ซึ่งกระทรวงการคลังประเมินว่ากรณีกู้เงินเต็มวงเงิน 400,000 ล้านบาท สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 69% ต่ำกว่าเพดานหนี้สาธารณะ 70% ของ GDP
ด้านขั้นตอนการดำเนินงานจะเสนอ พ.ร.ก.เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรวันที่ 14 พ.ค.2569 พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน
สำหรับประเด็นงบประมาณโครงการคนละครึ่งหรือบัตรสวัสดิการ รัฐบาลจะพิจารณาจากแหล่งงบประมาณอื่นด้วย โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินงานวันที่ 1 มิ.ย.2569
“คลัง” เตรียมออกเกณฑ์กลั่นกรองโครงการ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สัปดาห์หน้ากระทรวงการคลังจะออกระเบียบกลไกการใช้จ่ายเงินกู้ 2 ฉบับ คือ
1.ระเบียบหลักเกณฑ์การกลั่นกรองโครงการ
2.ระเบียบการติดตาม และประเมินผลการใช้เงิน
นอกจากนี้กระทรวงการคลังได้วางกรอบเวลาในการดำเนินการ ดังนี้
วันที่ 7 พ.ค.2569 ประชุมคณะกรรมการนโยบาย และกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) เพื่อปรับแผนการก่อหนี้สาธารณะ
วันที่ 12 พ.ค.2569 จะนำเสนอแผนก่อหนี้เข้าที่ประชุม ครม.
วันที่ 14 พ.ค.2569 นำร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน เข้าชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎรวาระแรก
วันที่ 21 พ.ค.2569 นำร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน ข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา
“ในภาวะวิกฤติพลังงานเช่นนี้ ไม่มีประเทศใดในโลกที่ใช้วิธีอุ้มราคาพลังงานเป็นการทั่วไปเพื่อไม่ให้กระทบประชาชน แต่ทุกประเทศจะปล่อยให้ราคาลอยตัวแล้วนำเงินไปออกมาตรการเยียวยาแบบเฉพาะเจาะจงให้ตรงจุดเช่นเดียวกับสิงคโปร์"
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดให้เกิดขึ้นใน 1 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดต้นทุนระยะยาว
สบน.ยืนยันกู้ในประเทศเป็นหลัก
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การกู้เงินจะเน้นในประเทศเป็นหลัก และทยอยกู้ตามความจำเป็น โดยช่วงแรกกู้เงินระยะสั้น (Term Loan) ที่ปัจจุบันต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ 1.1%
ทั้งนี้ แบบจำลองของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ช่วยสร้างส่วนเพิ่มให้ GDP ปี 2569 ได้ 0.8% โดยอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.5%
รวมทั้งการลดวงเงินเหลือ 400,000 ล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 69% ในปีงบประมาณ 2570 ก่อนลดลงมาที่ 66% ในปีงบประมาณ 2574 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบเพดานความยั่งยืนที่ 70%
เริ่มตั้งงบจ่ายเงินต้น-ดอกเบี้ยปี 70
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ครม.มอบให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออก และการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้
นอกจากนี้มอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กำหนดกลไกกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะ และการกำกับติดตาม และการประเมินผลโครงการ
เอกชนชี้โจทย์หลักใช้เงินทำอะไร
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวกับ กรุงเทพธุรกิจว่า คำถามสำคัญกว่าคือ เงินก้อนนี้จะถูกนำใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยรัฐบาลควรมีแผนดำเนินการดังนี้
1.ระยะสั้น รัฐควรช่วยกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุดก่อน ทั้งผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการรายเล็กที่ได้รับผลกระทบโดยตรง มาตรการกระตุ้นควรเป็นแบบชั่วคราวมีเป้าหมายชัดเจน และวัดผลได้ เพื่อให้เม็ดเงินเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่เพียงการใช้จ่ายแบบกระจายตัวที่ให้ผลจำกัด
2.ระยะถัดไป เงินก้อนนี้ควรถูกใช้เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะวิกฤติในปัจจุบันไม่ใช่เพียงภาวะชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกการลงทุนในพลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเสริมความแข็งแรงของห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาดิจิทัล ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือ การเตรียมความพร้อมให้ไทยสามารถแข่งขันได้ระยะยาว
ADB หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน
นายเคจู มิตซูฮาชิ ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติงานด้านพลังงาน (Energy Sector Office) ADB เปิดเผย กรุงเทพธุรกิจระหว่างการประชุมประจำปีของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่ประเทศอุซเบกิสถาน เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ว่า กำลังหารือรัฐบาลไทยเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย
ทั้งนี้ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาไม่สนับสนุนการกู้ยืมเงินโดยตรง (Direct lending) สำหรับการพัฒนาภาคพลังงานเหมือนในอดีต
สำหรับ พ.ร.ก.กู้เงิน ที่รัฐบาลกำหนดใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน นายเคจู อธิบายว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงภาคพลังงาน แต่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบที่ส่งผลต่อภาคการขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ให้เข้าถึงพลังงานสะอาดที่มั่นคง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

