วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม 2569

Login
Login

2 แสนล้าน เดิมพันลด ‘ฟอสซิล’ อัดเงินกู้หนุนลดความเสี่ยงพึ่ง ‘น้ำมัน-ก๊าซ’

2 แสนล้าน เดิมพันลด ‘ฟอสซิล’ อัดเงินกู้หนุนลดความเสี่ยงพึ่ง ‘น้ำมัน-ก๊าซ’

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เข้าสู่เดือนที่ 3 ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบวิกฤติพลังงาน และการเปลี่ยนฐานด้านพลังงานของประเทศวงเงิน 400,000 ล้านบาท

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำ ครม.ทั้งคณะมาแถลงมติดังกล่าว โดยระบุถึงความจำเป็นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงาน ซึ่งเริ่มจากราคาพลังงานแล้วลุกลามสู่ราคาอาหาร และกำลังกดดันค่าครองชีพ โดยรัฐบาลจะยับยั้งความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยที่จะเข้าภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่เศรษฐกิจชะลอตัว (Stagflation) 

โดยการออก พ.ร.ก.มีจุดประสงค์ 2 ประการ คือ 

1.บรรเทาผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชน และประคับประคองไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก 

2.เร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อลดความเปราะบาง และตอบโจทย์การแก้ปัญหาระยะยาว

สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะช่วยเหลือพุ่งเป้ากลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก (SMEs) และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงาน

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ โดยปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน ลดพึ่งพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ไทยมีต้นทุนพลังงานมั่นคง และแข่งขันได้ โดยไม่ต้องเผชิญความผันผวนแบบเดิม 

นอกจากนี้ยังพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้วยการเพิ่มพูน และปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill/Reskill) ภาคการผลิตเพื่อให้มีศักยภาพแข่งขันระดับสากล

รัฐบาลยืนยันรักษาวินัยการคลัง  

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลจะรักษาวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด โดยแนวทางการแก้ปัญหาจะทำให้คนไทยมีแรงรับมือปัญหาได้ดีขึ้น และประคองประชาชนที่มีกำลังน้อยกว่าให้เดินผ่านวิกฤติไปด้วยกัน 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลลดวงเงินกู้เดิมที่ข่าวระบุ 500,000 ล้านบาท เหลือ 400,000 ล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการคลัง และนำข้อกังวลทุกภาคส่วนมาพิจารณา โดยย้ำว่าการกู้ครั้งนี้ไม่เพียงเยียวยา แต่เป็นการสร้างโอกาสปรับตัวของประเทศเพื่อความยั่งยืน

“วิกฤติครั้งนี้รุนแรง รวดเร็ว และมาเป็นระลอกต่อเนื่อง 5 ระลอก ได้แก่ วิกฤติสงคราม วิกฤติราคาพลังงาน วิกฤติต้นทุนการผลิต วิกฤติค่าครองชีพ และวิกฤติกำลังซื้อถดถอย ”

สำหรับวงเงินกู้แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก คือ

1.ส่วนที่ 1 วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยา และบรรเทาผลกระทบประชาชน และผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง 

2.ส่วนที่ 2 วงเงิน 200,000 ล้านบาท ใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปสู่พลังงานทดแทน และพลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนระยะยาว และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติซ้ำรอย

สำหรับเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนการออก พ.ร.ก.แทนการใช้งบประมาณปกติเนื่องจากงบประมาณปี 2569 มีวงเงินคงเหลือไม่พอ โดยรวบรวมได้จริงไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางเหลือเพียง 20,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งต้องสำรองเหตุฉุกเฉินอื่น

ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรออีก 5 เดือน จึงไม่ทันสถานการณ์วิกฤติที่อาจลุกลามจนเกิดภาวะ Stagflation หรือวิกฤติเงินเฟ้อซ้อนวิกฤติกำลังซื้อจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ

“คลัง” ยันยืนหนี้สาธารณะต่ำกว่า 70%

นายเอกนิติ กล่าวว่า จะกู้ในประเทศทั้งหมดเพื่อให้เห็นวินัยการคลัง โดยปัจจุบันมีสภาพคล่องในระบบธนาคาร 1 ล้านล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยต่ำทำให้ไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนการกู้ ซึ่งกระทรวงการคลังประเมินว่ากรณีกู้เงินเต็มวงเงิน 400,000 ล้านบาท สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 69% ต่ำกว่าเพดานหนี้สาธารณะ 70% ของ GDP

ด้านขั้นตอนการดำเนินงานจะเสนอ พ.ร.ก.เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรวันที่ 14 พ.ค.2569 พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน 

สำหรับประเด็นงบประมาณโครงการคนละครึ่งหรือบัตรสวัสดิการ รัฐบาลจะพิจารณาจากแหล่งงบประมาณอื่นด้วย โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินงานวันที่ 1 มิ.ย.2569

“คลัง” เตรียมออกเกณฑ์กลั่นกรองโครงการ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สัปดาห์หน้ากระทรวงการคลังจะออกระเบียบกลไกการใช้จ่ายเงินกู้ 2 ฉบับ คือ 

1.ระเบียบหลักเกณฑ์การกลั่นกรองโครงการ 

2.ระเบียบการติดตาม และประเมินผลการใช้เงิน 

นอกจากนี้กระทรวงการคลังได้วางกรอบเวลาในการดำเนินการ ดังนี้

วันที่ 7 พ.ค.2569 ประชุมคณะกรรมการนโยบาย และกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) เพื่อปรับแผนการก่อหนี้สาธารณะ

วันที่ 12 พ.ค.2569 จะนำเสนอแผนก่อหนี้เข้าที่ประชุม ครม.

วันที่ 14 พ.ค.2569 นำร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน เข้าชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎรวาระแรก

วันที่ 21 พ.ค.2569 นำร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน ข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา

“ในภาวะวิกฤติพลังงานเช่นนี้ ไม่มีประเทศใดในโลกที่ใช้วิธีอุ้มราคาพลังงานเป็นการทั่วไปเพื่อไม่ให้กระทบประชาชน แต่ทุกประเทศจะปล่อยให้ราคาลอยตัวแล้วนำเงินไปออกมาตรการเยียวยาแบบเฉพาะเจาะจงให้ตรงจุดเช่นเดียวกับสิงคโปร์"

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดให้เกิดขึ้นใน 1 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดต้นทุนระยะยาว

สบน.ยืนยันกู้ในประเทศเป็นหลัก

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การกู้เงินจะเน้นในประเทศเป็นหลัก และทยอยกู้ตามความจำเป็น โดยช่วงแรกกู้เงินระยะสั้น (Term Loan) ที่ปัจจุบันต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ 1.1%

ทั้งนี้ แบบจำลองของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ช่วยสร้างส่วนเพิ่มให้ GDP ปี 2569 ได้ 0.8% โดยอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.5%

รวมทั้งการลดวงเงินเหลือ 400,000 ล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 69% ในปีงบประมาณ 2570 ก่อนลดลงมาที่ 66% ในปีงบประมาณ 2574 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบเพดานความยั่งยืนที่ 70%

เริ่มตั้งงบจ่ายเงินต้น-ดอกเบี้ยปี 70

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ครม.มอบให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออก และการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้ 

นอกจากนี้มอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กำหนดกลไกกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะ และการกำกับติดตาม และการประเมินผลโครงการ 

2 แสนล้าน เดิมพันลด ‘ฟอสซิล’ อัดเงินกู้หนุนลดความเสี่ยงพึ่ง ‘น้ำมัน-ก๊าซ’

เอกชนชี้โจทย์หลักใช้เงินทำอะไร

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวกับ กรุงเทพธุรกิจว่า คำถามสำคัญกว่าคือ เงินก้อนนี้จะถูกนำใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยรัฐบาลควรมีแผนดำเนินการดังนี้

1.ระยะสั้น รัฐควรช่วยกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุดก่อน ทั้งผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการรายเล็กที่ได้รับผลกระทบโดยตรง มาตรการกระตุ้นควรเป็นแบบชั่วคราวมีเป้าหมายชัดเจน และวัดผลได้ เพื่อให้เม็ดเงินเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่เพียงการใช้จ่ายแบบกระจายตัวที่ให้ผลจำกัด

2.ระยะถัดไป เงินก้อนนี้ควรถูกใช้เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะวิกฤติในปัจจุบันไม่ใช่เพียงภาวะชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกการลงทุนในพลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเสริมความแข็งแรงของห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาดิจิทัล ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือ การเตรียมความพร้อมให้ไทยสามารถแข่งขันได้ระยะยาว

ADB หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นายเคจู มิตซูฮาชิ ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติงานด้านพลังงาน (Energy Sector Office) ADB เปิดเผย กรุงเทพธุรกิจระหว่างการประชุมประจำปีของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่ประเทศอุซเบกิสถาน เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ว่า กำลังหารือรัฐบาลไทยเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย

ทั้งนี้ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาไม่สนับสนุนการกู้ยืมเงินโดยตรง (Direct lending) สำหรับการพัฒนาภาคพลังงานเหมือนในอดีต

สำหรับ พ.ร.ก.กู้เงิน ที่รัฐบาลกำหนดใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน นายเคจู อธิบายว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงภาคพลังงาน แต่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบที่ส่งผลต่อภาคการขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ให้เข้าถึงพลังงานสะอาดที่มั่นคง

 

 


พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์