วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

กรมการค้าต่างประเทศ นำทีมเจรจาทางเทคนิคบินสหรัฐ 13-14  พ.ค.แจง USTR สู้ข้อกล่าวหามาตรา 301  

กรมการค้าต่างประเทศ นำทีมเจรจาทางเทคนิคบินสหรัฐ 13-14  พ.ค.แจง USTR สู้ข้อกล่าวหามาตรา 301  

กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้ารวบรวมข้อมูลรัฐ–เอกชน ส่งความเห็นถึงสหรัฐ แก้ต่างข้อกล่าวหามาตรา  301   พร้อมเข้าร่วมประชุมเทคนิค 13–14 พ.ค. แจง USTR  ย้ำไทยไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหา  หวังลดแรงกดดันมาตรการภาษีการค้า ลุ้นผลมาตรการภาษีก่อน ก.ค. 69เผย ก.แรงงานเตรียมเดินหน้ากฎหมาย HRDD ยกระดับธุรกิจ ตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยถึงความคืบหน้าการชี้แจงข้อกล่าวหาทางการค้ามาตรา 301 ของสห รัฐว่า กรมได้ได้รับมอบหมายเป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมข้อมูลจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อจัดทำความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร (Written Comment) ส่งให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา

โดยในช่วงวันที่ 13–14 พ.ค. 2569 กรมการค้าต่างประเทศเตรียมนำคณะหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย กรมศุลกากรกระทรวงการคลัง กรมอเมริกา กระทรวงการต่างประเทศ  BOI หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และกระทรวงแรงงานเข้าร่วมการประชุม Technical Meeting กับ USTR เพื่อชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมจากเอกสารที่ยื่นไป พร้อมตอบคำถามเชิงลึกภายหลังการไต่สวน (Hearing) ของสหรัฐ

ประเด็นหลักที่ไทยต้องชี้แจงมี 2 กรณีสำคัญ ได้แก่ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าได้ชี้แจงข้อมูลครบถ้วนแล้ว และจะใช้เวทีการหารือแบบพบหน้ากับ USTR เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสหรัฐ ว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาของสหรัฐ

ส่วนผลการพิจารณาคาดว่าจะประกาศภายในช่วงกลางถึงปลายเดือนมิ.ย. และไม่เกินวันที่ 24 ก.ค. 2569 ซึ่งจะระบุชัดเจนถึงการใช้มาตรการและอัตราภาษีที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรสหรัฐยังมีแนวโน้มใช้มาตรการทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 301 หรือการต่ออายุมาตรา 122 ซึ่งแม้สหรัฐจะประกาศการใช้มาตรการใดๆกับไทย กรมจะไม่สิ้นสุดเพียงการชี้แจงในรอบนี้ แต่จะเดินหน้าต่อเนื่องในกระบวนการขอยกเว้นสินค้า (Exclusion) เป็นรายรายการ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย

นางอารดา กล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้อัตราภาษีในระดับ 10% เท่ากันทุกประเทศและทุกสินค้า แต่ในส่วนของมาตรการตามมาตรา 301 สหรัฐยังมีอำนาจพิจารณาเลือกบังคับใช้เป็นรายประเทศและรายอุตสาหกรรม (sector) ได้ ซึ่งภายหลังจากกระบวนการหารือ (consultation) แล้ว คาดว่าจะมีการแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมว่า จะใช้มาตรการดังกล่าวกับประเทศและภาคอุตสาหกรรมใดบ้าง


สำหรับประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเป้าหมาย 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง โดยไทยได้ยื่นข้อมูลชี้แจงต่อสหรัฐแล้ว ยืนยันว่าไม่มีปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมดังกล่าว

แต่ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าคือ มาตรการด้านการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ (forced labor) ซึ่งสหรัฐมีแนวโน้มใช้เกณฑ์ดังกล่าวอย่างเข้มงวด และอาจมีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อบางประเทศ โดยยังมีข้อกังขาในหลายฝ่ายเกี่ยวกับกระบวนการพิสูจน์ว่าแหล่งผลิตต้นทางมีการใช้แรงงานบังคับจริงหรือไม่

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน อยู่ระหว่างการผลักดันร่างกฎหมาย Human Rights Due Diligence (HRDD) เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายใหญ่ ให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) แหล่งที่มาของสินค้าได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ แหล่งผลิต ไปจนถึงกระบวนการผลิต เพื่อยืนยันว่าไม่มีการใช้แรงงานบังคับ และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าระหว่างประเทศในระยะยาว

ยอมรับว่าทิศทางการค้าโลกในระยะต่อไปยังคงเผชิญแรงกดดันจากมาตรการปกป้องทางการค้า เช่น การตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และการอุดหนุน (CVD) โดยกรมการค้าต่างประเทศยืนยันจะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการดูแลและสนับสนุนผู้ส่งออกไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตในเวทีการค้าโลกได้อย่างยั่งยืน  ซึ่งกรมปรับบทบาทสู่การเป็น “Integrator” เชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลทุกภาคส่วน พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถรับมือกับความผันผวนของการค้าโลก”นางอารดา กล่าว