กระทรวงการคลังเตรียมปัดฝุ่นกองทุน "ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์" เฟสใหม่ จ่อระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาท ลุยโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดและคมนาคม หวังอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนประเทศแตะ 30% ของจีดีพี
รายงานข่าวจาก กระทรวงการคลัง ระบุว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือแผนส่งเสริมการลงทุนระดับประเทศ เตรียมผลักดันการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่งประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) เฟสใหม่
โดยจะใช้เป็นเครื่องมือระดมทุนนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว โดยไม่สร้างภาระทางการคลังเพิ่มเติม
สำหรับทิศทางของกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์( Thailand Future Fund ) เฟสใหม่ จะโฟกัสเม็ดเงินลงทุนไปที่โครงการด้านพลังงานสะอาดและการประหยัดพลังงานเป็นหลัก เช่น โครงการฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ ตลอดจนโครงการคมนาคมขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องเป็นโครงการที่มีความพร้อมผ่านการศึกษามาอย่างครบถ้วน และมีผลตอบแทนที่ชัดเจนเพื่อการันตีความน่าสนใจแก่นักลงทุน
คาดการณ์เบื้องต้นว่าจะสามารถออกหน่วยลงทุนเสนอขายได้ภายในปีนี้ ด้วยมูลค่าระดมทุนสูงถึงระดับ 1 แสนล้านบาท โดยใช้รายได้ในอนาคตจากโครงการเป็นหลักประกัน
ซึ่งก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยประสบความสำเร็จในการระดมทุนผ่านกองทุนดังกล่าวมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อช่วงปี 61 วงเงิน 4.47 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปใช้ก่อสร้างโครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ให้มุมมองว่า ท่ามกลางความท้าทายจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤติพลังงานโลก กระทรวงการคลังยังคงตั้งเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ พร้อมสร้างโอกาสให้กลุ่มเอสเอ็มอี โดยแม้จะยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง แต่ก็พร้อมดำเนินนโยบายแบบยืดหยุ่นหากมีความจำเป็น เพื่อผลักดันเป้าหมายใหญ่ในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้ขยับขึ้นไปแตะระดับ 30% ต่อจีดีพี โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อวางรากฐานความมั่นคงอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ประเมินตัวเลขการลงทุนภาครัฐในปีนี้ใหม่ โดยปรับคาดการณ์เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประเมินว่าจะติดลบ 1.7% พลิกกลับมาเป็นขยายตัว 1.7% ปัจจัยบวกสำคัญมาจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จทันตามกำหนดเวลา ทำให้กระบวนการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐเดินหน้าได้ตามแผนเดิม ควบคู่ไปกับการเร่งอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอ รวมทั้งผลักดันโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น
สอดคล้องกับแนวนโยบายของ นายเอกนิติ ที่ได้ย้ำจุดยืนก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลพร้อมเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในประเทศอย่างเต็มสูบ โดยอาศัยเครื่องมือทางการเงินที่ไม่ก่อภาระต่องบประมาณแผ่นดิน อย่างกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหัวหอกสำคัญ เน้นระดมทุนป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและมีระดับการลงทุนที่ต่ำกว่าศักยภาพ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดันเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ มุ่งลงทุนเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการปรับแก้กฎระเบียบต่างๆ เพื่อติดปีกความสามารถในการแข่งขันและสร้างภูมิต้านทานให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างแท้จริง


