เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “สึนามิต้นทุน” ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และภาคธุรกิจ เมื่อสงครามในตะวันออกกลางเข้าสู่เดือนที่ 3 หลังจากสหรัฐ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อประชาชนกลุ่มเปราะบางที่มีต้นทุนพลังงานสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับรายได้
ในขณะที่ธุรกิจ SME ที่มีความสามารถในการเผชิญวิกฤติน้อยกว่ารายใหญ่ทั้งด้านสภาพคล่อง และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นผลกระทบเพิ่มมากขึ้นเมื่อราคาน้ำมันดิบ ปิโตรเคมี และปุ๋ยยูเรียยังติดปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
นักเศรษฐศาสตร์ต่างแสดงความกังวลต่อ “สึนามิต้นทุน” โดย ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย แสดงความเห็นถึงต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาดีเซล และค่าขนส่งขยายวงกว้างไปทุกสินค้าทำให้ประชาชนแบกภาระค่าครองชีพสูงขึ้นจนต้องรัดเข็มขัด และระวังใช้จ่ายที่ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ
ส่วน SME เป็นกลุ่มน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะแม้ต้นทุนสูงขึ้นแต่ผลักภาระให้ผู้บริโภคไม่ได้ และหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่ออาจนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงเกินกว่าจะเยียวยา
ในขณะที่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ “สึนามิต้นทุน” แต่ละธุรกิจที่เป็นเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทย คือ
1.ภาคการท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบจากการหยุดบินในเส้นทางตะวันออกกลาง รวมถึงราคาตั๋วที่แพงขึ้นตามต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2569 ต่ำกว่าปี 2568
2.ภาคการส่งออกที่กำลังต้องเผชิญกับต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน รวมถึงค่าธรรมเนียม และค่าประกันภัยที่ปรับเพิ่มขึ้น
3.การบริโภคในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูงขึ้น ซึ่งทำให้กำลังซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง และอาจลามถึงความสามารถการชำระหนี้ รวมทั้งอาจกระทบต่อเนื่องถึงกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม
“ผลิตไฟ-ขนส่ง-ประมง”เสี่ยงต้นทุนสูง
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะจากประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก
ขณะนี้กำลังเข้าสู่ฉากทัศน์ที่ 2 กรณีสงครามยืดเยื้อ 3-5 เดือน ราคาน้ำมันพุ่ง 105-115 ดอลลาร์/บาร์เรล เริ่มเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเงินเฟ้อสูง (Stagflation)
สำหรับจุดเปราะบางของอุตสาหกรรมไทยจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก โดยน้ำมันดิบดูไบเคยพุ่งแตะ 126.1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนมี.ค.2569 ส่งผลต่อต้นทุนภาคการผลิต โดยสาขาที่ได้รับผลกระทบแบ่งระดับความรุนแรง คือ
1.ระดับความเสี่ยงสูง ซึ่งมีวัตถุดิบสำคัญนำเข้าจากตะวันออกกลาง ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป, ก๊าซธรรมชาติ, แนฟทา โพรเพน เอทิลีน และโพรพิลีน (ผลิตเม็ดพลาสติก) โดยภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย
การผลิตไฟฟ้า มีสัดส่วนต้นทุนพลังงาน 74.7%, ต้นทุนค่าขนส่ง 0.6% และสัดส่วนต่อ GDP 2.90%
การผลิตก๊าซธรรมชาติ มีสัดส่วนต้นทุนพลังงาน 44.0%, ต้นทุนค่าขนส่ง 0.6% และสัดส่วนต่อ GDP 1.34%
การขนส่ง มีสัดส่วนต้นทุนพลังงาน 35.5%, ต้นทุนค่าขนส่ง 10.1% และสัดส่วนต่อ GDP 3.24%
การประมงทะเล และการประมงชายฝั่ง มีสัดส่วนต้นทุนพลังงาน 36.8%, ต้นทุนค่าขนส่ง 1.4% และสัดส่วนต่อ GDP 0.46%
การผลิตยางสังเคราะห์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก และปิโตรเคมี มีสัดส่วนต้นทุนพลังงาน 34.1%, ต้นทุนค่าขนส่ง 1.4% และสัดส่วนต่อ GDP 1.48%
“ปูน-ค้าส่ง-พลาสติก” เสี่ยงด้านต้นทุนปานกลาง
2.ระดับความเสี่ยงปานกลาง มีวัตถุดิบสำคัญที่นำเข้าจากตะวันออกกลาง ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป และปุ๋ยยูเรีย โดยภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย
การประปา มีสัดส่วนต้นทุนพลังงาน 40.0%, ต้นทุนค่าขนส่ง 0.5% และสัดส่วนต่อ GDP 0.20%
การผลิตซีเมนต์ มีสัดส่วนต้นทุนพลังงาน 25.8%, ต้นทุนค่าขนส่ง 3.3% และสัดส่วนต่อ GDP 0.30%
การค้าส่ง สัดส่วนต้นทุนพลังงาน 9.4%, ต้นทุนค่าขนส่ง 17.2% และสัดส่วนต่อ GDP 5.07%
การค้าปลีก สัดส่วนต้นทุนพลังงาน 12.9%, ต้นทุนค่าขนส่ง 12.7% และสัดส่วนต่อ GDP 3.98%
การผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก สัดส่วนต้นทุนพลังงาน 18.5%, ต้นทุนค่าขนส่ง 2.0% และสัดส่วนต่อ GDP 1.38%
การทำสวนผลไม้ สัดส่วนต้นทุนพลังงาน 7.5%, ต้นทุนค่าขนส่ง 3.5% และสัดส่วนต่อ GDP 0.93%
"เหล็ก-แก้ว-กระดาษ” เสี่ยงต่ำด้านต้นทุน
3.ระดับความเสี่ยงต่ำ มีวัตถุดิบสำคัญที่นำเข้าจากตะวันออกกลาง ได้แก่ แนฟทา โพรเพน โดยภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย
อุตสาหกรรมเหล็ก และเหล็กกล้า มีสัดส่วนต้นทุนพลังงาน 15.3%, ต้นทุนค่าขนส่ง 0.8% และสัดส่วนต่อ GDP 0.31%
การผลิตแก้ว และผลิตภัณฑ์แก้ว มีสัดส่วนต้นทุนพลังงาน 12.4%, ต้นทุนค่าขนส่ง 3.4% และสัดส่วนต่อ GDP 0.38%
การผลิตผลิตภัณฑ์กระดาษ มีสัดส่วนต้นทุนพลังงาน 11.2%, ต้นทุนค่าขนส่ง 4.5% และสัดส่วนต่อ GDP 0.22%
การผลิตยานยนต์ มีสัดส่วนต้นทุนพลังงาน 7.3%, ต้นทุนค่าขนส่ง 3.8% และสัดส่วนต่อ GDP 4.53%
ไทยพึ่ง “แนฟทา” ตะวันออกกลาง 90.2%
นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้พลังงานคือ การพึ่งพาวัตถุดิบต้นน้ำจากตะวันออกกลาง ได้แก่ แนฟทา (Naphtha) ที่ใช้ผลิตเม็ดพลาสติก โดยนำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 90.2% เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก และปิโตรเคมี
ส่วนปุ๋ยยูเรีย นำเข้าสูงถึง 71.4% โดยเฉพาะจากซาอุดีอาระเบีย และโอมาน กระทบตรงต่อต้นทุนเกษตรกรในอุตสาหกรรมสวนผลไม้ นาข้าว และพืชไร่ ขณะที่ก๊าซฮีเลียม นำเข้า 56.8% กระทบอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยารักษาโรค
ทั้งนี้ ระยะสั้นเสนอให้รัฐบาลเน้นดูแลค่าครองชีพ และสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ส่วนระยะยาวเสนอให้เร่งปรับโครงสร้างการใช้พลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียน และส่งเสริมการพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายในประเทศมากขึ้น เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการรีไซเคิลพลาสติก เพื่อสร้างความยั่งยืน และลดการพึ่งพาต่างประเทศ
SCG บริหารต้นทุนแบบรายวัน
สถานการณ์ด้านวัตถุดิบสำหรับผลิตเม็ดพลาสติกดังกล่าวทำให้หลายบริษัทต้องปรับแผนธุรกิจ โดย SCG ตัดสินใจหยุดเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์ระยอง เพื่อบริหารสต๊อกวัตถุดิบให้ไปเดินเครื่องผลิตของโรงงานโอเลฟินส์มาบตาพุด
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG กล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี อาทิ เส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็น choke point สำคัญของโลก โดย SCG พึ่งพาวัตถุดิบผ่านเส้นทางนี้ 50-60% ส่งผลต่อความตึงเครียดดันต้นทุน ค่าขนส่ง (Freight) และพลังงานสูงขึ้น
สำหรับสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ SCG ใช้กลยุทธ์รับมือของ SCG ได้แก่ กระจายแหล่งวัตถุดิบ (Non-Hormuz sourcing) บริหารสต๊อกแบบเรียลไทม์ ให้ความสำคัญลูกค้ายุทธศาสตร์ในประเทศ ซึ่งทำให้ความเสี่ยงซัปพลายเชนเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ไม่ใช่แค่ปัญหาระยะสั้น รวมทั้งปรับสู่โหมดบริหารรายวัน (War Room) เพื่อรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
“ขนส่ง” ทยอยปรับขึ้นค่าบริการ
นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย (LTFT) กล่าวกับ กรุงเทพธุรกิจ ว่า ต้นทุนดีเซลสูงขึ้นทำให้ภาคขนส่งขึ้นค่าบริการขึ้นช่วงแรกวันที่ 1 เม.ย.2569 เป็นช่วงที่ดีเซลลิตรละ 40 บาท
ขณะที่การประกาศปรับ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 เม.ย.2569 เป็นช่วงดีเซลขึ้นไปแตะลิตรละ 50 บาท พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ตรึงค่าบริการเพื่อไม่ให้กระทบลูกค้า และเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และเป็นภาระต่อประชาชน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการภาคขนส่งแบกรับต้นทุนน้ำมัน และยังมีต้นทุนอื่นปรับขึ้นคือ น้ำมันเครื่อง สารหล่อลื่น รวมถึงอุปกรณ์กรองเครื่อง กรองอากาศ และกรองโซลาร์ ปรับขึ้นไปถึง 25% รวมถึงยางรถยนต์ปรับขึ้น 20-25% ส่วนแบตเตอรี่ น้ำมันเกียร์ เฟืองท้าย อุปกรณ์สำหรับซ่อมบำรุง และอะไหล่ปรับราคาขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ ภาคขนส่งแบกรับต้นทุนรอบด้าน และเผชิญความต้องการขนส่ง (Demand) ลดลง โดยปริมาณการขนส่ง และโลจิสติกส์ในระบบลดลง 15-20% เมื่อเทียบปีที่แล้ว ซึ่งกลุ่มลดลงชัดคือ ภาคการเกษตรที่ส่วนใหญ่ชะลอตัว เช่น ข้าวสาร และน้ำตาล ยกเว้นทุเรียนยังขนส่งต่อเนื่องตามฤดูกาล และอุตสาหกรรมก่อสร้างลดลงทั้งการขนส่ง ดิน หิน ทราย เพราะโครงการขนาดใหญ่ของรัฐไม่ออก
หาช่องทางธุรกิจใหม่ ปิดความเสี่ยง
นายจตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจปรับตัวสูงขึ้น โดย 2 เดือนที่ผ่านมา บริษัทยังสามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไหว อีกด้านพยายามปรับตัวหาช่องทางที่ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างดี รวมถึงการปิดความเสี่ยงต่างๆ ทั้งค่าขนส่งสินค้าทางเรือ ค่าเงินที่มีความผันผวน ตลอดจนการหาโอกาสเติบโตในตลาดใหม่ควบคู่กัน
สำหรับต้นทุนที่สูงขึ้น เช่น ค่าขนส่งต่างๆ โดยเฉพาะขนส่งไม้ กระดาษ หนึ่งในต้นทุนใหญ่ ที่ผ่านมาได้มีการลงทุนซื้อรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า (อีวี ทรัค) รวมแล้ว 215 คัน และวางแผนจะซื้อเพิ่มเติม ช่วยให้ไม่ต้องพึ่งพาการใช้พลังงานน้ำมัน ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย
“การเปลี่ยนใช้รถอีวีทรัค ถือเป็น สูตรสำเร็จ หรือ Winning formula บริษัทยังมีการผลิตกระแสไฟฟ้าเองด้วย ไม่ได้ตอบโจทย์แค่สร้างขีดแข่งขันของต้นทุน แต่สร้างความยั่งยืนด้วย”
นอกจากนี้ ดั๊บเบิ้ล เอ ส่งออกสินค้าไปจำหน่ายกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ยอมรับว่าการขนส่งสินค้าทางเรือมีต้นทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงระยะเวลาการส่งมอบสินค้า (ลีดไทม์) เพิ่มขึ้น สิ่งที่ดำเนินการคือ สินค้าที่ส่งออกได้ก่อนต้องส่งไปเพื่อให้ลูกค้า ตัวแทนจำหน่ายมีสินค้าสต๊อกหรือตุนไว้ในแต่ละประเทศ ใช้เส้นทางการขนส่งอื่นๆ รวมถึงการขนส่งทางรถบรรทุก เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในประเทศ ดั๊บเบิ้ล เอ ประกาศคงราคากระดาษท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้น พร้อมเตรียมสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานด้วย
“ตะวันออกกลาง เป็นตลาดที่กระทบเพราะมีลูกค้าหลายประเทศ สิ่งที่ทำได้คือ ส่งสินค้าได้ส่งไปก่อนเพื่อสต๊อกให้แต่ละประเทศที่ต้องใช้ มีท่าเรืออื่นให้ส่งออกไปหลายท่า แม้ค่าขนส่งทางเรือจะเพิ่มสูงขึ้นพอสมควร ต้องพิจารณาเดือนต่อเดือน อีกทั้งลีดไทม์ขยาย ซึ่งทุกครั้งที่จองเรือขนส่งสินค้าราคา และลีดไทม์เปลี่ยนแปลงตลอด แม้กระทั่งที่ตกลงกันไว้ แต่เราพยายามส่งสินค้าไปให้ตัวแทนจำหน่ายมากขึ้น เพื่อมีสต๊อก 3-4 เดือน ทางบริษัทยังออกค่าใช้จ่ายให้ก่อนช่วงแรกด้วย เรามีหลายวิธีที่ดูแลลูกค้าแม้บางส่วนอาจกระทบกำไรบ้าง"
ตั้งทีม “Cost Transformation”
นายประเสริฐ สุรัตนเมธากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ต้นทุนการผลิตสินค้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) 3 รายการหลัก ได้แก่ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน และครีมอาบน้ำ
สำหรับผงซักฟอก และน้ำยาล้างจาน เป็นสินค้าที่มีวัตถุดิบที่เป็นสารตั้งต้นจากปิโตรเคมี คือ สาร LAB (Linear Alkyl Benzene) ราคาพุ่งกว่า 100% และยังมีบรรจุภัณฑ์พลาสติกขึ้น 30% ส่วนครีมอาบน้ำที่ใช้วัตถุดิบปาล์มน้ำมัน ปรับขึ้นเช่นกัน ภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันจาก 60 เพิ่มเป็น 99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
“กว่า 2 เดือนสงครามตะวันออกกลาง กระเทือนราคาพลังงาน เป็นโดมิโนกระทบต้นทุนการผลิตสินค้า บริษัทยังคงแบกรับภาระไหว และไม่มีแผนขึ้นราคาสินค้า แต่เน้นบริหารจัดการภายในองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ให้พนักงานกว่า 2,000 ชีวิตลดความสะดวกสบายในชีวิตเล็กน้อย เช่น การไปประชุม ทำงานข้างนอกจะมีการใช้รถร่วมหรือ คาร์ พูล”
อย่างไรก็ตาม ไลอ้อน (ประเทศไทย) เพิ่งประกาศพันธกิจสร้างยอดขาย 3 หมื่นล้านบาท ในปี 2573 หนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการพลิกโฉมต้นทุน และกำไร หรือ Costing & Profit Transformation พร้อมตั้งทีม “Cost Transformation” ทำงานแบบยืดหยุ่น ปรับตัวเร็ว(Agile) เพื่อลดต้นทุน เช่น ปรับวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ลดความหนาขวดแก้วจาก 7 เป็น 2 มิลลิลิตร สินค้าโชกุบุสซึ ลดใช้พลาสติก 15% ทั้งปีลดใช้พลาสติก 40 ตัน ช่วยลดต้นทุน และรักษ์โลก
กรุงเทพธุรกิจ ยังสอบถามผู้ประกอบการหลายราย เช่น ฟาร์มเฮ้าส์ มาม่า เอสซีลอร์ลูซอตติกา ถุงยางอนามัยวันทัช บีเจซี บิ๊กซี แอลจี อีเลคทรอนิคส์ และแอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) ต่างประสานเสียงถึงการแบกรับภาระต้นทุนให้ได้ พร้อมบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิต (ซัปพลายเชน) เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนสินค้า
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


