ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 พ.ค.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำมาตั้งรับวิกฤติเศรษฐกิจระลอกใหม่ โดยมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการเยียวยาประชาชนในระยะสั้น และการปรับโครงสร้างประเทศในระยะยาว
กู้ 4 แสนล้าน ยังไม่ต้องขยายเพดานหนี้
สำหรับเหตุผลที่กระทรวงการคลัง การเคาะวงเงินกู้ที่ 400,000 ล้านบาท ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่เคยมองไว้ 500,000 ล้านบาท นั้น เป็นความตั้งใจระดับนโยบายที่ต้องการส่งสัญญาณบวกแก่นานาชาติ และนักลงทุนต่างชาติ ว่ารัฐบาลไทยมีความเคร่งครัดในการรักษาวินัยทางการคลัง (Fiscal Discipline) จะไม่มีการเปิดวงเงินกู้แบบเช็คเปล่าที่ไร้เป้าหมาย ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรียบร้อยแล้ว โดยการจำกัดวงเงินกู้ในระดับนี้จะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ขยับไปอยู่ที่ประมาณ 68% ซึ่งยังไม่เกินเพดานที่ 70%
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง ได้ประเมินเผื่อไว้ว่า หากในอนาคตสถานการณ์วิกฤติยืดเยื้อ และมีความจำเป็น รัฐบาลก็พร้อมพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการกู้เงินมาตุนไว้เกินความจำเป็นตั้งแต่แรก
สร้างเขื่อนกันคลื่นวิกฤติ ป้องกัน Stagflation
โดยสาเหตุสำคัญที่ต้องเร่งผลักดัน พ.ร.ก.กู้เงินก้อนนี้ เนื่องจากในครั้งนี้ประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางจนทำให้เกิดวิกฤติที่แท้จริง และรัฐบาลประเมินว่าวิกฤติครั้งนี้ไม่ได้จบแบบม้วนเดียว แต่เป็นเหมือนคลื่นที่ทยอยซัดเข้ามาเป็นระลอก ตั้งแต่ ราคาพลังงาน ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน จนลุกลามไปสู่วิกฤติของแพง ซึ่งหากรัฐบาลไม่ดำเนินการกู้เงินเพื่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำมารองรับ ปลายทางที่อันตรายที่สุดคือ เศรษฐกิจจะไหลไปสู่ภาวะที่ชะงักงันพร้อมกับเงินเฟ้อสูง หรือที่เรียกว่า "Stagflation"
จัดสรรเงินกู้ เยียวยา-ปรับโครงสร้าง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการจัดสรรเม็ดเงินกู้ 400,000 ล้านบาท จะถูกแบ่งสัดส่วนออกเป็น 50:50 ระหว่างการบรรเทาผลกระทบ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสามารถโยกย้ายได้ตามสถานการณ์ ในส่วนแรก วงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท จะมุ่งเน้นการเยียวยากลุ่มเปราะบาง และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
โดยมีรายงานว่าจะนำมาใช้ในโครงการรูปแบบคนละครึ่งเดิม ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบไว้ 30 ล้านคน คนละ 4,000 บาท ตามที่มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้เกิดความรัดกุม และคุ้มค่าที่สุด โดยเตรียมนำรายละเอียดทั้งหมดเสนอเข้า ครม. นัดถัดไปในวันที่ 12 พ.ค.69 หลังจากที่โครงสร้าง พ.ร.ก. กู้เงิน ผ่านความเห็นชอบแล้ว
รื้อจำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง เตรียมใช้โอกาสนี้ในการทบทวนการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เนื่องจากฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ถูกทบทวนมานานถึง 9 ปีแล้ว เพื่อให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด โดยปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่างๆ ตามสิทธิของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท เพื่อใช้จับจ่ายในร้านค้าสวัสดิการแห่งรัฐด้วย
ส่วนที่สอง วงเงินอีก 200,000 ล้านบาท จะถูกนำไปลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นไปตามผลการศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ที่ชี้ให้เห็นว่า หากไทยลดการนำเข้าพลังงานลงได้ จะเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้ตัวเลขจีดีพีเติบโตขึ้นโดยธรรมชาติ และจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลงได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


